เยือนทะเลบัว ณ อุดรธานี ไปกับไทยสมายล์

เยือนทะเลบัว

อุดรธานี ดินแดนใหญ่แหล่งอีสานที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ วัฒนธรรม ที่แฝงไปด้วยความทันสมัยและสีสันของเมืองใหญ่ได้อย่างเต็มที่ รวมไปถึงที่เที่ยวต่างๆ ที่น่าสนใจหลากหลายแห่ง คิดจะไปเที่ยวอุดรธานีก็ไปได้ง่ายๆ แล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เขามีสนามบิน และสายการบินที่บินตรงไปลงอุดรธานีกันแล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นไทยไลอ้อนแอร์, นกแอร์, แอร์เอเชีย, ไทยสมายล์ แล้วถ้าใครกำลังมองหาตั๋วโปร ก็มีให้เลือกเยอะแยะเลย ทั้งไทยสมายล์, แอร์เอเชีย, นกแอร์ ให้คุณได้กดจองกัน วันนี้เราไปดูกันดีกว่าว่ามีที่ไหนให้ไปเที่ยวกันบ้าง

หนองหานกุมภวาปี

เยือนทะเลบัว
ขอบคุณรูปภาพจาก https://travel.mthai.com/region/northeast/65985.html

“หนองหานกุมภวาปี” หรือ “ทะเลบัวแดง อุดรธานี” ที่นี่เป็นทะเลสาบบนพื้นที่กว่า 22,500 ไร่ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่เต็มไปด้วยบัวแดงเต็มท้องน้ำ และเบ่งบานกลายเป็นสีแดงอมชมพูในช่วงฤดูหนาว ที่นี่ยังสามารถนั่งเรือและถ่ายรูปชมความสวยงามของทะเลบัวแดงด้อย่างใกล้ชิด ดรียกได้ว่าที่นี่เป็นสถานที่ยอดฮิตของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากมาย นอกจากนั้นที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์มากจนมีนกหลากหลายชนิดเข้ามาอยู่อาศัย คนชอบถ่ายรูปส่องนกต้องห้ามพลาดเป็นอันขาด กดจองตั๋วไทยสมายล์มาอุดรธานีกันเลย

น้ำตกธารงาม

ที่นี่เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในป่าขุนห้วยสามทาก ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของเขาภูพาน อำเภอหนองแสง ถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญที่ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าดงดิบ มีชั้นน้ำตกที่กว้างใหญ่และลดหลั่นในระดับเตี้ยๆ เป็นทางยาว มีกระแสน้ำที่ไม่แรงเหมาะกับการเล่นน้ำ รอบข้างเป็นลานหินขนาดใหญ่ที่สามารถนั่งเล่นได้ โดยในช่วงฤดูฝนอาจจะพบกับเหล่าผีเสื้อโบยบินอยู่โดยรอบน้ำตกอีกด้วย

ทุ่งดอกปอเทือง

ทุ่งดอกปอเทืองสีเหลืองอร่ามอันแสนกว้างใหญ่แห่งนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอหนองแสง ซึ่งเหล่าเกษตรกรร่วมกันปลูกเพื่อทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวและปรับสภาพดินในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมก่อนเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก รวมพื้นที่กว่าหมื่นไร่ และมีการเปิดเส้นทางปั่นจักรยานท่ามกลางทุ่งปอเทืองให้นักปั่นได้สนุกกันอีกด้วย

บอกเลยว่าที่เที่ยวในอุดรธานียังมีอีกหลายแห่งให้คุณได้ไปเยือนกัน และการเดินทางไปยังจังหวัดอุดรธานีก็ไม่ใช่เรื่องยากเพราะมีหลายสายการบินให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นนกแอร์, แอร์เอเชีย, ไทยสมายล์, ไทย ไลอ้อนแอร์ ให้กดจองตั๋วบินตรงมาลงอุดรธานีกันเลย หรือถ้าใครมองหาการบริการต่างๆ สายการบินนกแอร์, แอร์เอเชีย, ไทยสมายล์ ก็มีบริการที่น่าสนใจรอให้คุณได้สัมผัสกันอยู่ รู้อย่างนี้แล้ว เก็บกระเป๋า จองตั๋ว ไปเมืองอุดรกันเลย

10 ชายหาดแนะนำซัมเมอร์นี้ที่ญี่ปุ่น ใครว่าหาดที่ญี่ปุ่นไม่สวย บทความนี้อาจเปลี่ยนความคิดคุณไปโดยสิ้นเชิง

ชายหาดแนะนำซัมเมอร์นี้ที่ญี่ปุ่น

ชายหาดแนะนำซัมเมอร์นี้ที่ญี่ปุ่น อาจจะดูงงๆว่ามีชายหาดที่สวยๆด้วยเหรอ แต่เรารับรองว่ามาลองดูซักครั้ง ไม่แพ้ชายหาดยอดนิยมทั่วโลกแน่นอน เมื่อถึงฤดูร้อนผู้คนจากทั่วประเทศมุ่งหน้าไปยังหาดทรายสีขาวที่มีชื่อเสียงในโอกินาว่าเพื่อเพลิดเพลินไปกับการว่ายน้ำที่น่ารื่นรมย์ในทะเล สำหรับคนจำนวนมากเป็นโอกาสที่หาได้ยากในการพักผ่อนจากกิจวัตรประจำวันของทุกท่าน

แน่นอนชายหาดที่พูดถึงไม่ได้ จำกัด เฉพาะโอกินาว่า ไม่ว่าคุณจะชอบว่ายน้ำ ชอบดำน้ำดูปะการังหรือเล่นเซิร์ฟที่ชายหาดก็เป็นกิจกรรมที่ดี นอกจากนี้คุณยังสามารถลิ้มลองอาหารพื้นเมืองจานพิเศษ เช่น อาหารทะเลย่างหรือไปเที่ยวชมบาร์ท้องถิ่นที่อยู่ๆใกล้กับชายหาด ดังนั้นการพักสมองในวันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณแบบชิวๆ คือการเยี่ยมชม 10 ชายหาดแนะนำซัมเมอร์นี้ที่ญี่ปุ่น จึงเป็นอะไรที่อยากจะแนะนำ

1. Maehama Beach of Miyako Island (Okinawa)

Miyako Islandหาด Maehama หรือที่เรียกว่า Yonaha Maehama Beach เป็นหาดทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลสีฟ้าใส นอกจากนี้ยังมีวิวที่ยอดเยี่ยมของสะพานคุริม่า (Kurima) และจุดดำน้ำสำหรับการว่ายน้ำ ดำน้ำดูปะการังและกีฬาทางน้ำชนิดอื่น ๆ ชายหาดยาว 7 กิโลเมตรเป็นชายหาดที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นและอยู่ใน 10 ชายหาดแนะนำซัมเมอร์นี้ที่ญี่ปุ่น แนะนำว่าถ้าคุณวางแผนที่จะบินไปยังโอกินาว่าให้แน่ใจได้เลยว่าได้เพิ่มชายหาดแห่งนี้ในกำหนดการเดินทางของคุณแล้ว

ที่อยู่: Yonaha-1199-1 Shimoji, Miyakojima, Okinawa 906-0000
เว็บไซต์: http://en.miyako-guide.net/beach.html

2. Kitahama (Nishihama) Beach in Hateruma Island (Okinawa)

Kitahama Beachชายหาด Kitahama (Nishihama) ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของญี่ปุ่นบนเกาะ Hateruma ในโอกินาวา ที่นี่ไกลออกไปในภาคใต้น้ำจากทะเลใสและทำให้คุณรู้สึกว่าการเดินทางคุ้มค่า ในเวลากลางคืนท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวเต็มท้องฟ้า มันยอดเยี่ยมมากที่จะมาที่นี่

ที่อยู่: Aka, Zamami, Shimajiri, Okinawa 901-3311

เที่ยวญี่ปุ่นแบบส่วนตัว3. Shirahama Beach (Wakayama)

Shirahama Beachชายหาด Shirahama Beach ตั้งอยู่ทางใต้ของจังหวัดวาคายาม่า (Wakayama) ซึ่งมีอาหารทะเลที่น่าสนใจ หาดชิราฮาม่า (Shirahama) คือหาดทรายสีขาวที่นำเข้าจากออสเตรเลีย ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมดอกไม้ไฟมักจะมีให้เห็นในช่วงกลางคืนเพื่อเฉลิมฉลองการมาถึงของฤดูร้อน อาจดูเหมือนแปลก แต่มีน้ำพุร้อนกลางแจ้งอยู่ใกล้ชายหาดซึ่งค่อนข้างเป็นที่นิยม แม้ว่าจะเป็นฤดูร้อนก็ตาม หากสนใจคุณสามารถมาลองแช่ดูได้!

ที่อยู่: Shirahama, Nishimuro District, Wakayama 649-2211
เว็บไซต์: http://www.nanki-shirahama.net/

4. Jodogahama Beach (Iwate)

Jodogahama Beachหาดโจโดกาฮาม่า (Jodogahama) เป็นชายหาดอันสวยงามที่พบในจังหวัดอิวาเตะ (Iwate) ตั้งอยู่บริเวณด้านนอกของเมืองมิยาโกะ (Miyako) ชายหาดเป็นที่รู้จักสำหรับเกาะหินที่ขรุขระซึ่งเพิ่มความสวยงามตามธรรมชาติ เรียกอีกอย่างว่า “หาดเพียวล่า”

หากต้องการผจญภัยเล็กน้อย คุณอาจต้องหาสระว่ายน้ำขนาดเล็กที่อยู่ใกล้กับโขดหิน หากคุณโชคดีคุณอาจพบปูและสัตว์ขนาดเล็กอื่น ๆ ที่ติดอยู่ในรอยแยกเล็ก ๆ ของหินที่ขรุขระ ประสบการณ์ทางน้ำอย่าง “Blue Cave Cruise” และ “Miyako Jodogahama Boat Cruise” อาจสร้างความประทับใจที่น่าจดจำยิ่งขึ้นได้

ที่อยู่: 32 Hitachihama-cho, Miyako Iwate 027-0001
เว็บไซต์: http://www.japan-iwate.info/app/location_detail.php?lid=104

5. Izu Shirahama Beach (Shizuoka)

Izu Shirahama BeachIzu Shirahama Beach เป็นชายหาดที่เป็นที่นิยมโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่รักการท่อง ชายหาด เป็นหนึ่งใน ชายหาดแนะนำซัมเมอร์นี้ที่ญี่ปุ่น และสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอิซู (Izu) และอาจแออัดในช่วงสุดสัปดาห์

นอกจากนี้คุณยังสามารถเห็น Shirahama Jinja (ศาลเจ้าชินโตซึ่งมองเห็นชายหาด) จากชายหาด การเดินเล่นชมร้านค้าต่างๆที่เรียงรายอยู่ตามถนนสายหลักอาจทำให้คนที่กำลังมองหาของขวัญของที่ระลึกเพื่อนำกลับบ้านแปลกใจในสิ่งที่ไม่คาดคิด

ที่อยู่: Shirahama, Shimoda, Shizuoka Prefecture 415-0012
เว็บไซต์: http://www.izu-shirahama.jp

6. Kurasaki Beach in Amami Oshima (Kagoshima)

Kurasaki Beachน้ำทะเลใสๆและเม็ดทรายสวยๆของหาดคุราซากิ (Kurasaki) ในเมืองคาโกชิมะ (Kagoshima) เป็นภาพที่น่ามาถ่ายคู่อย่างยิ่ง น้ำทะเลตื้นๆที่เหมาะกับการดำน้ำตื้นและการดำน้ำ เป็นสวรรค์สำหรับการชมปลาเขตร้อน คุณจะตื่นตระหนกกับสีของพวกมันในขณะที่คุณสำรวจแนวปะการังที่สวยงาม ขณะที่คุณเดินไปตามชายหาดเสียงคลื่นที่ผ่อนคลายจะช่วยให้คุณผ่อนคลาย และมีความสุขกับกิจกรรมหลักๆของการมาเที่ยวทะเล ซึ่งที่นี่มีให้คุณไม่น้อยไปกว่าที่อื่นในโลก

ที่อยู่: 885-4 Ashitoku, Tatsugo, Oshima, Kagoshima
เว็บไซต์: https://www.amami-tourism.org/en/scenery/802/

7. Ookaneku Beach and Yurigahama Beach

Yurigahama BeachYurigahama Beach มักถูกเรียกว่า “beach in a beach” นี่เป็นเพราะ “หาดทราย” ที่ปรากฏขึ้นในช่วงที่น้ำลง ชายหาดที่ปรากฏขึ้นในระหว่างการลดลงของกระแสน้ำ ทำให้เกิดความลึกลับและโรแมนติกในเวลาเดียวกัน

ของที่ระลึกยอดนิยมของหาดยูริกาฮาม่า (Yurigahama) คือ “ทรายรูปดาว” (เปลือกหอยที่ยังมีชีวิต ถ้าคุณลองส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์)

ที่อยู่: 1990-3 Furusato, Yoron-chō, oshima-gun, Kagoshima-ken 891-9307
เว็บไซต์: http://www.kagoshima-kankou.com/for/attractions/10309

8. Jinny Beach in Ogasawara Island (Tokyo)

ชายหาดแนะนำซัมเมอร์นี้ที่ญี่ปุ่น อีกที่คือหาดจินนี่ (Jinny) บนเกาะโอกาซาวาระ (Ogasawara) สามารถเข้าถึงได้โดยทางเรือเท่านั้น สำหรับคนอื่น ๆ หาดจินนี่ (Jinny) อาจดูเหมือนเป็นชายหาดส่วนตัวขนาดเล็กเนื่องจากสามารถเข้าถึงได้ยาก

หาดทรายสีขาวและน้ำทะเลสีฟ้าใสเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้อยู่ห่างจากชายหาดเพราะบริเวณดังกล่าวเป็นที่รู้จักว่ามีกระแสน้ำแรงและแรงกระแทกที่อาจทำอันตรายต่อคุณได้

ที่อยู่: Ogasawara, Tokyo
เว็บไซต์: https://www.tokyo-islands.com/en/chichi/

9. Hatenohama Beach in Kumejima Island (Okinawa)

A post shared by かたるやま (@kataruyama) on

ชายหาดฮาเท็นโนฮาม่า (Hatenohama Beach) ในคุเมจิม่า (Kumejima) เป็นพื้นที่กว้างและยาว 7 กิโลเมตรห่างจากชายฝั่งของอูจิม่า (Ou-Jima)

เกาะนี้ไม่มีใครอยู่และถือว่าเป็น “หาดทรายที่ไม่มีผู้คนอาศัย” ที่สวยที่สุดในโอกินาว่าเลยก็ว่าได้ น้ำสีเขียวมรกตจะทำให้คุณไม่สามารถละสายตาได้เลย และทำให้ความกังวลของคุณหายไป หนีจากชีวิตที่วุ่นวายของเมืองมาที่นี่ “ฮาเท็นโนฮาม่า”

ที่อยู่: Kumejima-cho, Shimajiri-gun, Okinawa 901-3100

10. Shiokaze Cobalt Blue Beach (Yamaguchi)

หาดชิโอคาเซ่ (Shiokaze) “โคบอลต์บลู” เป็นชื่อที่บ่งบอกว่าเป็นชายหาดที่สวยงามพร้อมน้ำทะเลสีฟ้าโคบอลต์ เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการว่ายน้ำและผ่อนคลายสำหรับช่วงเวลาที่เหลือของวัน ชายหาดแห่งนี้เป็นที่นิยมอย่างมากกับชาวบ้าน คุณสามารถมั่นใจได้ว่าจะพบกับความคึกคักในช่วงสุดสัปดาห์

Shiokaze no Sato มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ห้องสุขา ร้านเช่าและอื่น ๆ ที่คอยอำนวยความสะดวกให้คุณอย่างครบครัน

ที่อยู่: 853-4 Tsunoshima, Hohokucho Oaza, Shimonoseki-shi, Yamaguchi

รถนำเที่ยวญี่ปุ่น

ถนนนักปั่นที่สวยสุดในญี่ปุ่น 10 เส้นทาง มาปั่นชิวๆ รับลมเย็นๆ เป็นธีมท่องเที่ยวอีกแนวที่ให้ประสบการณ์ที่ยากจะลืม!!

ถนนนักปั่นที่สวยสุดในญี่ปุ่น

ถนนนักปั่นที่สวยสุดในญี่ปุ่น 10 แห่งนี้มีให้คุณได้เลือกวิว เลือกธีมหลากหลาย หรือถ้าไม่ปั่นมาวิ่งมาราทอนหรือ มินิมาราทอนในบรรยากาศที่ต่างจากที่คุณคุ้นเคยก็ยังไหว สำหรับคนญี่ปุ่นอาจจะดูเฉยๆ ไม่ยุ่งยากอะไร ในการยกจักรยานขึ้นรถแล้วเอามาปั่นตามที่ต่างๆ แต่นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ท่านๆ ต้องมีการเตรียมพร้อมพอสมควร สำหรับคนที่เน้นออกกำลังกาย หรือเป็นนักปั่นประจำอยู่แล้ว บทความนี้คงพอเป็นข้อมูลในการเตรียมตัวและเลือกสถานที่ปั่นของคณะคุณได้

สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ นั้นแนะนำเช่าจักรยานมาปั่น จะเป็นวิธีที่สะดวกและตอบโจทย์ที่สุด ซึ่งมีหลายร้านพอสมควรในการให้บริการเช่าจักรยาน ซึ่งในบทความนี้เราก็ได้นำมาแนะนำกันไว้ด้วย

ใครที่หากิจกรรมทำหน้าร้อนที่ญี่ปุ่น และต้องเป็นกิจกรรมที่กำลังเป็นที่สนใจของทุกท่าน 10 ถนนนักปั่นที่สวยสุดในญี่ปุ่น และร้านเช่าจักรยานตามลิสข้างล่างคงพอจะเป็นไอเดียให้คุณเลือกกิจกรรมได้บ้าง มีที่ไหนบ้างไปดูกันเลย!!

1.Imabari and the Shimanami Kaido Cycling Road, Ehime

สำหรับเส้นทางเชโตชิ (Setouchi Shimanami Kaido) ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร เป็น ถนนนักปั่นที่สวยสุดในญี่ปุ่น ซึ่งถนนที่เก่าแก่แห่งนี้เป็นสถานที่แห่งแรกของประเทศญี่ปุ่นที่มีการสนับสนุนการปั่นจักรยานแบบเป็นจริงเป็นจัง หรือเรียกได้ว่าสามารถทำเป็นคอร์สปั่นแบบต่างๆกันได้เลยทีเดียว เส้นทางเป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างเกาะต่างๆ แม้อากาศจะร้อนไปซักนิด แต่ได้ลมที่พัดจากน้ำทะเลมาก็พอจะไม่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความร้อนได้ โดยเส้นทางนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “สวรรค์ของนักปั่นจักรยาน”

ส่วนเส้นทางอิมาบาริ (Imabari Shimanami Kaido) จัดเป็นอันดับต้นๆของเส้นทางนักปั่น อิมาบาริทำหน้าที่เป็นฐานหรือจุดเริ่มต้นแรกสำหรับนักปั่นจักรยานที่พยายามจะขี่จักรยานจากเกาะชิโกะกุ จากอีฮิเมะ ไปจนถึงฮิโรชิม่า ซึ่งระหว่างเส้นทางที่ไกลจะมีจุดพักและร้านเช่ารถจักรยานที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ประมาณ 14 แห่งแต่ละแห่งมีอาคารที่ใช้เก็บจักรยานให้คนเช่า และบางแห่งมีที่พักให้อีกต่างหาก ซึ่งผู้เช่าสามารถปันจักรยานหรือเช่าจักรยานได้ ตามเส้นทางจากฮิโรชิมาและโอโนมิอิจิไปยังอิมาบาริ (Imabari) ซึ่งแน่นอนเส้นทางนี้จัดเป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับการเดินทางโดยรถจักรยานอย่างยิ่ง เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกและบรรยากาศที่เหมาะสมกับการปั่นจักรยานอย่างยิ่ง

รถเช่าในญี่ปุ่นพร้อมคนขับ

ตัวอย่างร้านให้เช่าจักรยาน

1. JR Imabari Station Rental Bike Terminal
อัตราการเช่าและมีเงินมัดจำไว้ แต่ต้องเอามาคืนที่เดิมถึงจะได้เงินมัดจำคืน

ผู้ใหญ่ 1,000 yen/day มัดจำ 1,000 yen/day
เด็ก 300 yen/day มัดจำ 500 yen/day
จักรยานไฟฟ้า 1,500 yen/6 hr. มัดจำ 1,000 yen/6 hr.
จักรยานถีบคู่ (ใช้ 2 คนในคันเดียวกัน) 1,200 yen/day มัดจำ 1,000 yen/day

แนะนำควรโทรมาจองนะครับ

โทร : 0898-34-1200
ร้านเปิด : 8:30-17:00

2.GIANT STORE Imabari (ศูนย์อะไล่และซ่อมบำรุง)
อยู่ไม่ไกลขากสถานีรถไฟ JR Imabari มากนัก ใครใช้ยี่ห้อนี้ง่ายเลย แต่ถ้าอยากเช่าก็สามารถนะครับ สนนราคาแยกตามรุ่นเลย

– Cross bike 4,000 yen/day
– Aluminum road bike 5,000 yen/day
– Carbon road bike 7,000 yen/day

แนะนำควรโทรมาจองนะครับ

โทร : 0898-25-1175
ร้านเปิด : 9: 00 ~ 19: 00
เว็บไซท์ : https://giant-store.jp/imabari/

2.Awaji Island,Hyogo

สถานที่อันดับ 2 ของ ถนนนักปั่นที่สวยสุดในญี่ปุ่น 10 แห่งของญี่ปุ่นคือเกาะเอวาจิ (Awaji) ที่ซึ่งนักปั่นจักรยานสามารถเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ที่สวยงามได้จากถนนที่ประกอบด้วยชายหาดของเกาะแห่งนี้ แผนที่เส้นทางการขี่จักรยานที่เกาะเอวาจิ (Awaji Island) มีจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อ หรือศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประจำจังหวัด ซึ่งจะแนะนำเส้นทางให้คุณตั้งแต่เส้นทางมือใหม่ผู้เพิ่งเริ่มต้นจนถึงผู้ขับขี่ชั้นนำ คอร์สแบบวงจรหลายแบบที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความหลากหลายของนักปั่นทุกระดับและตอบสนองวัตถุประสงค์ของแต่ละคนแต่ละกลุ่มได้

แล้วทำไมคุณจะไม่ลองมาขี่จักรยานตามคอร์สแนะนำและยอดนิยมเหล่านี้ดูหล่ะ!! ซึ่งไม่ว่าคุณจะลองแบบขี่รวดเดียวประมาณ 150 กิโลเมตรในหนึ่งวันก็ได้ หรือคุณจะซอยออกเป็น 2 วันแล้วหาที่พักซักคืนก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดสำหรับนักปั่นทุกระดับเลย

3.Nasu, Itamuro, and Kuroiso, Tochigi

เส้นทางนี้จัดเป็นอันดับที่ 3 ของ ถนนนักปั่นที่สวยสุดในญี่ปุ่น 10 แห่งของญี่ปุ่นคือพื้นที่รอบ ๆ เมืองนาสุ (Nasu) ในจังหวัดโทะชิงิ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีรีสอร์ทไฮแลนด์และน้ำพุร้อนชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ตามแนวของเทือกเขานาสุ (Nasu)

พื้นที่แห่งนี้มีความนิยมมากขึ้นเนื่องจากการเดินทางสะดวกจากโตเกียวและมีคอร์สให้ปั่นมากมาย ตั้งแต่หลักสูตรระยะสั้นสำหรับผู้เริ่มต้น จนถึงเส้นทางปีนเขาที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ต้องการความท้าทายในการพิชิตยอดเขานาสุตาเกะ (Mt. Nasutake) แต่ไม่ต้องห่วงเส้นทางนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายสำหรับนักปั่นจักรยานที่รู้จักกันในชื่อ “cycle pits” แบบครบครัน และมีห้องอาบน้ำด้วยนะ ขอบอก ><!

เที่ยวญี่ปุ่นแบบส่วนตัว

4.ถนนนักปั่นที่สวยสุดในญี่ปุ่น ของฟูกุยาม่ากับโอโนมิอิจิ

เส้นทางระหว่างฟูกุยาม่า (Fukuyama) กับโอโนมิอิจิ (Onomichi) ในเขตของฮิโรชิมาด้าน Setouchi Shimanami Kaido จัดอยู่ในอันดับที่ 4 เป็นที่นิยมอย่างมากกับนักเดินทางที่สนใจในการเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ เนื่องจากนักปั่นจักรยานสามารถจะเริ่มจากเส้นทางไหนก็ได้ของ Shimanami Kaido การขี่จักรยานมีทั้งเช่าและเอามาเองรอคุณมาเพลิดเพลินกับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของ Onomichi อยู่

พื้นที่นี้เป็นที่ตั้งของ “ONOMICHI U2” ซึ่งเป็นอาคารที่ทันสมัยและเหมาะสำหรับนักปั่นจักรยาน โดยสามารถเข้าพักในโรงแรมที่เชื่อมต่อกับจุดจอดจักรยานบนเส้นทางการถีบดังกล่าวและมีที่พักให้บริการได้ด้วย

5.Moriyama, Omihachiman, and Hikone, Shiga

ทะเลสาบบิวะที่สวยงาม เป็นที่นิยมสำหรับการขี่จักรยานด้วยลมทะเลที่สดชื่นและคณะของนักปั่นจักรยานจำนวนมากเรียกว่ามาปั่นที่นี่ไม่เหงาแน่นวล ทะเลสาบบิวะนี้นิยมใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการขี่จักรยานทัวร์รอบทะเลสาบโกโต (Koto) เลือกเส้นทางเป็นวงกลมประมาณ 200 กิโลเมตรรอบทะเลสาบบิวะ (Biwa) พร้อมกับถนนที่บำรุงรักษาไว้อย่างดี เหมาะแก่การปั่นจักรยานเป็นอย่างยิ่ง และเส้นทางปั่นตามแนวชายฝั่งทะเลสาบทำให้เส้นทางนี้ง่ายและสนุกสนานในการปั่นอย่างยิ่ง

แน่นอนมีโรงแรมและออนเซนที่มีชื่อเสียงมากมายรอบๆทะเลสาบ พาทีมของคุณมาได้เลย ไม่ผิดหวังแน่นอน ขอบอก!!

6.Aizuwakamatsu and Kitakata, Fukushima

ถนนนักปั่นที่สวยสุดในญี่ปุ่น อันดับที่ 6 เป็นพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ Okawa-Kitakata Cycling Road ระยะทาง 49 กม. จาก Aizuwakamatsu ถึง Kitakata ไปตามแม่น้ำ Okawa ที่ไหลไปทางทิศเหนือในเขต Aizu จังหวัดฟูกูชิม่า

เนื่องจากพื้นที่และสภาพแวดล้อมเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับประเทศและสถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งสถานที่ทางประวัติศาสตร์มากมาย

นักปั่นจักรยานจึงสามารถปั่นไปตามถนนที่บำรุงรักษาไว้อย่างดี ในขณะที่ปั่นก็จะได้รับความเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพ ซึ่งรวมถึงเมืองปราสาทไอซู (Aizu) และ เทือกเขาบันได ดูแล้วเส้นนี้มาปั่นหน้าใบไม้เปลี่ยนสี ท่าจะดีไม่น้อย

7.Matsuyama and Dogo, Ehime

Matsuyama and Dogo, Ehimeเส้นทาง Matsuyama-Imabari ระยะทาง 46 กม. ที่วิ่งจากตะวันออกไปตะวันตกตามแนวชายฝั่งจากสถานีอิมาบาริ (Imabari) ไปจนถึงมัทสุยาม่า ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานที่พักทางฝั่งชิโกกุ สำหรับ ถนนนักปั่นที่สวยสุดในญี่ปุ่น แห่งนี้ ทอดยาวไปยังเมืองที่มีชื่อเสียงด้านออนเซนหน้าร้อนที่สุดเมืองหนึ่งในญี่ปุ่นเลย

Dogo Onsen เป็นที่นิยมในฐานะเส้นทางการขี่จักรยาน เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยในการปั่นจักรยาน มีการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อให้สามารถเพลิดเพลินกับการขี่จักรยานได้ทั่วทั้งพื้นที่ โดยการใช้มาตรการต่างๆ เช่น การสร้างเส้นสีฟ้าและทำคำอธิบายเชิญชวนให้นักปั่นและพยายามแนะนำว่า ทำไมไม่เดินทางไปยังพื้นที่ Dogo เพื่อพักผ่อนร่างกายที่เหนื่อยล้าของคุณหลังจากใช้เวลาในการขี่จักรยานทั้งวันแล้ว มันจะเป็นอะไรที่ยอดมากเลยนะซาร่า คุณว่าไหม โอ้ แน่นอนจอร์สมันยอดมาก ฮ่าฮ่า มันน่าไปจริงๆนะครับ

8.Shiraishi and Miyagi Zao, Miyagi

Zao Hills Cycling Road
Cr. samuraiguide.com

มันคือเส้นทาง Zao Eco Line นั่นเอง เส้นทางเดียวกับเส้นทางดูกำแพงน้ำแข็งอีกแห่งของญี่ปุ่น ถนนเส้นนี้เป็นถนนที่ทอดยาวไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านเทือกเขาซาโอ (Zao) และเชื่อมต่อเขตมิยากิกับเมืองยามากาตะ

แม้ว่าเส้นทางจะปิดในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปเพราะมีหิมะตกหนักและหนา แต่ก็มีกำแพงหิมะขนาดมหึมาหลงเหลืออยู่เมื่อเริ่มเข้าฤดูใบไม้ผลิ ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป การมาปั่นที่นี่นอกจากในฤดูร้อนแล้ว ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ในช่วงปลายเดือนกันยายน ก็สามารถชื่นชมกับสีสรรจากธรรมชาติเพิ่มความสุขในขณะที่ขี่จักรยานตามคอร์สขึ้นเนินเขาแห่งนี้ได้ น่ามาจริงๆ หน้าใบไม้แดงครับสำหรับเส้นทางนี้

9.Miyako-jima and Irabu-jima, Okinawa

Cr. japanupdate.com

เกาะ Miyakojima และเกาะ Irabushima ตั้งอยู่ทางตอนใต้เกือบจะถึงไต้หวันอยู่แล้ว ซึ่งนักปั่นสามารถเพลิดเพลินกับความสวยงามของทะเลและธรรมชาติโดยรอบได้ โดยนับตั้งแต่มีการเปิดสะพานที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่นในเดือนมกราคม พ. ศ. 2558 บริเวณนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากขณะนี้สามารถเดินทางข้ามเกาะเป็นระยะทางกว่า 3,540 เมตรระหว่างเกาะได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ โอ้น่าไปมากๆ

ที่นี่คุณสามารถสัมผัสกับเสน่ห์ที่สามารถค้นพบได้เฉพาะบนจักรยานเท่านั้น เช่น คาเฟ่ที่ซ่อนอยู่ในที่ๆรถยากจะเข้าถึงหรือชายหาดที่ยังไม่มีคนรู้จัก

10.Ebina, Atsugi, and Isehara, Kanagawa

การขี่จักรยานเลียบแม่น้ำซะกะมิกาว่า (Sagamigawa) ซึ่งมันคือเส้นทาง Sagami Green Line นั่นเอง เส้นทางปั่นที่ทอดยาว 21 กิโลเมตร ซึ่งแม่น้ำแห่งนี้ไหลออกมาจาก Zakaebashi (ใน Atsugi) ไปยังชายฝั่ง Sengoku ของ Hiratsuka ซึ่งกำลังพัฒนาพื้นที่ให้เป็นจุดหมายปลายทางของการขี่จักรยานของญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่ง ดูแล้วน่าไป ไม่ไกลมากด้วยจ้า

กิจกรรมกลางแจ้งในแนวใหม่ๆที่เรานำมาเสนอนี้ อาจจะเดินทางยากไปซักนิด เราพร้อมและยินดีให้คำปรึกษาเรื่องการวางแผนเดินทาง

สนใจให้เราช่วย ออกแบบโปรแกรมเฉพาะคุณ รับรองค่าใช้จ่ายไม่แพงอย่างที่คิด

5 เทศกาลหน้าร้อนญี่ปุ่น ที่จะทำให้คุณหลงไหลในมนต์เสน่ห์ความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆ แบบไม่รู้ลืม

เทศกาลหน้าร้อนญี่ปุ่น

5 เทศกาลหน้าร้อนญี่ปุ่น หลายคนคิดว่าความเชื่อในสิ่งชั่วร้ายที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงของชาวญี่ปุ่นจะยังมีในดินแดนที่มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและทันสมัยอันดับต้นๆของโลก แต่กลับกันโดยสิ้นเชิง เพราะพิธีกรรมและความเชื่อทางจิตวิญญาณถูกอนุรักษ์ไว้อย่างเหนียวแน่นและนุ่มลึก แน่นอนไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือความจริงในความคิดของชาวญี่ปุ่น บางประเพณีไม่มีระบุไว้แบบเป็นทางการ แต่มันก็ได้มีขึ้นทุกปี เมื่อมาชมขบวนแห่คุณอาจจะได้พบและสัมผัสไม่ว่าจะเป็นความอึกกะทึกครึกโครม เสียงตะโกนจนคอแหบแห้ง หรือแม้แต่ในบางครั้งอาจเป็นความรุนแรงด้วยซ้ำไป

เที่ยวญี่ปุ่นแบบส่วนตัวเกือบ 100 % ของเทศกาลทั่วโลกจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองในชัยชนะ ซึ่งญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกัน ยิ่งถ้าเป็น เทศกาลหน้าร้อนญี่ปุ่น ที่มีเทศกาลอย่างฮากะตะ กิออน ยามากาสะ (Hakata Gion Yamakasa) ที่เป็นพิธีกรรมเก่าแก่กว่า 750 ปีของฮากะตะใกล้ๆกับฟูกุโอกะ (Fukuoka) แน่นอนพิธีกรรมนี้ต้องใส่ผ้าเตี่ยวในแบบญี่ปุ่น ที่เรียกว่า “Happi” เหล่าชายฉกรรจ์นับ 20 คนต่างช่วยกันแบกเรือโบราณขนาด 1 ตันที่ตกแต่งตามแต่ละทีมจะมีแนวคิดสร้างสรร เรือโบราณจะถูกแบกวนรอบเมืองเพื่อแข่งขันกันว่าใครจะเข้าเส้นชัยได้ก่อนกัน แต่อย่างไรก็ตามทีมเข้าเส้นชัยอันดับ 1 ก็ใช่ว่าจะเป็นผู้ชนะเสมอไป เพราะมีการให้คะแนนการออกแบบและความสวยงามของการตกแต่งเรืออีกด้วย ซึ่งยิ่งตกแต่งเยอะมันก็ยิ่งทำให้แบกยากและช้ามากตามไปด้วย

5 เทศกาลหน้าร้อนญี่ปุ่น มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

 1.เทศกาลกิออน (Gion Matsuri, Kyoto)

Cr. dek-d.com

จัดขึ้นที่กรุงเกียวโต อดีตราชวงศ์ที่สวยงามแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น งานมีขึ้นในเดือนกรกฎาคมและ เทศกาลหน้าร้อนญี่ปุ่น นี้มีการตั้งชื่อตามย่านที่จัดงาน คือ ย่านกิออนนั่นเอง

ไฮไลท์คือขบวนแห่ที่งดงามตระการตาของเรือลอยน้ำที่ตกแต่งอย่างประณีตจำนวน 32 ลำความสูงประมาณ 25 เมตร เทศกาลนี้มีขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเอาใจพระเจ้าหลังจากการระบาดของโรค เหล่าชายฉกรรจ์พร้อมในขบวนแห่ชัยเป็นเด็กท้องถิ่นที่ได้รับเลือกให้เป็น “ทูตสวรรค์” และห้ามไม่ให้เหยียบพื้นดินเป็นเวลาสี่วันจนกว่าขบวนแห่จะเสร็จสิ้นลง

งานมีขึ้น : ช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี แล้วแต่จะกำหนด

 2.เทศกาลกิออนยามาคะสะ (Hakata Gion Yamakasa, Hakata)

Gion Habata Festival
Cr. japanbullet.com

กล้ามเนื้อ ความแข็งแกร่ง ความเร็วและความสง่างาม ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เท่าๆกัน ต้องมีทุกอย่าง กลุ่มนักวิ่งต้องพร้อมก่อนแบกเรือขนาด 1 ตันกว่าๆ ที่ตกแต่งอย่างสวยงามออกวิ่งไปรอบๆเมืองเพื่อแข่งขันกันในงานพิธีแห่ที่มีมายาวนานกว่า 750 ปีในวันที่ 15 กรกฏาคม ของเมืองฟุกุโอกะ

กล้ามเนื้อที่แข็งแรง ความอึดทน มีความจำเป็นอย่างมากในการใช้แบกเรือขนาด 1 ตันวิ่งไปเป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตรรอบเมือง ความเร็วจะทำให้คุณและทุมของคุณชนะ แต่สุดท้ายจะต้องมีความสง่างาม ความสวยงามของขบวน รวมทั้งความสวยงามของเรือที่ตกแต่งด้วยโคมไฟ กระดาษสีต่างๆ ผ้าเตี่ยวและเสื้อทีมที่นำมาสวมใส่เพื่อรองรับเรือขนาดความสูงกว่า 25 เมตรนี้ให้ล่องลอยประดุจดั่งสายน้ำที่พยุงตัวเรือในทะเล ความพร้อมเพียง การฝึกซ้อม การมีทีมเวิร์ค เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการได้ชัยชนะใน เทศกาลหน้าร้อนญี่ปุ่น ที่ยิ่งใหญ่ 

การเตรียมงานจะมีตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว แต่จะเริ่มแข่งกันเมื่อวันที่ 15 มาถึง เมื่อถึงวันงาน สายตานับล้านๆดวงต่างจับจ้างที่ขบวนแห่และการแข่งขัน เพื่อเชียร์ทีมของตัวเอง สำหรับคนท้องถิ่นหรือ จับจ้องความสวยงามตระกานตาในขบวนแห่ แน่นอน ความสนุกสนานและความบันเทิงรอท่านอยู่แล้วที่นี่ ฟุกุโอกะ

งานมีขึ้น : 10-15 กรกฎาคมของทุกปี

 3.เทศกาลแห่งคันโต (Kanto Matsuri, Akita)

Akita Kanto Matsuri
Cr. tribunnews.com

นักแสดงที่มีทักษะหลายร้อยคนให้ความหมายใหม่แก่การเต้นของเสา (Pole Dancing) ในทุกฤดูร้อนของเมืองทางตอนเหนือของเกาะคันโต ซึ่งพิธีนี้จะเป็นการเต้นเพื่อขอบคุณในการเก็บเกี่ยวผลผลิตของชาวนา เทศกาลหน้าร้อนญี่ปุ่น ของเมืองอาคิตะนี้จะประกอบด้วย ไม้ไผ่ยาวประมาณ 12 เมตรนำมาทำเป็นเสา และแขวนกระดาษที่มีสัญลักษณ์รูปกระสอบข้าว และสัญลักษณ์อื่นกว่า 50 กิโลกรัม

เคล็ดลับคือการยกเสาขึ้นและรักษาให้ตรงให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะจับมือเดียวหรือเลี้ยงลำไม้ไผ่ให้ได้สมดุลบนหน้าผาก บ่า และสะโพก ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงกลองที่น่าความคลั่งไคล้ เสียงขลุ่ยที่โหยหวนและการนั่งลุ้นของผู้คนที่มาชมขบวนแห่

งานมีขึ้น : 3-6 กรกฎาคมของทุกปี

 4.เทศกาลนาชิโนฮิ (Nachi-No-Hi Matsuri, Kumano Mountains, Nachisan)

Cr. japan-trends.com

ไฟน้ำและหมายเลข 12 เป็นองค์ประกอบหลักของพิธีกรรมที่สวยงามและลึกลับ ที่มีขึ้นที่น้ำตกนาชิโนโอตะนิ (Nachi-no-Otaki) ที่หวาดกลัว ในวันที่ 14 กรกฏาคมของทุกปี ศาลเจ้าขนาดพกพาจำนวน 12 ศาล ขนาดสูง 6 เมตรจะลื่นไหลเพื่อเป็นตัวแทนของน้ำตกโดยแบกอยู่บนไหล่ของผู้ศรัทธาไปยังศาลเจ้าคุมาโน่นาชิ (Kumano Nachi-taisha) ซึ่งพวกเขาจะพบกับผู้ชายที่ถือ 12 คบเพลิง หนัก 50 กก. ซึ่งเป็นตัวแทนของทั้ง 12 องค์ที่กล่าวกันว่าอาศัยอยู่ในภูเขาคุมาโน่ (Kumano Mountains) ซึ่งแทนเดือนทั้ง 12 เดือนของปี

การเต้นรำพิธีกรรมเพื่อชำระล้างความเครียดแค้นของเทพเจ้า เพื่อการทำให้เกิดความบริสุทธิ์ จากนั้นจะมีศาลเพียงตาและคบไฟจะถูกจุดสว่างขึ้นยาวไปจนถึงน้ำตกที่สูงที่สุด 133 เมตร ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของพิธี เมื่อวิญญาณของน้ำถูกประทานพรจากพระเจ้า คล้ายการชำระบาปให้เกิดความบริสุทธิ์

งานมีขึ้น : 14 กรกฎาคมของทุกปี

  5.เทศกาลเทนจิน (Tenjin Matsuri, Osaka)

Tenjin Matsuri
Cr. www.tenjinmatsuri.com

ศาลญี่ปุ่นกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นในการประกวด ประวัติศาสตร์ที่งดงามที่สุดของประเทศ เป็นเวลาสองวันในช่วงปลายเดือนกรกฏาคมโอซาก้าเป็นที่ระลึกถึง Tenman Tenjin ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณในการเรียนรู้และศิลปะ มีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายอาทิละครแบบดั้งเดิม ดนตรีคากูระและหุ่นกระบอกบันรากุ (bunraku)

ไฮไลท์คือขบวนแห่ที่คน 3,000 คนแต่งกายด้วยสไตล์ของศาลจักรพรรดิยุคกลางซึ่งใช้เรือมากกว่า 100 ลำ โดยล่องเรือไปตามแม่น้ำที่มีศาลาที่จุดไฟสว่างไสว เมื่อค่ำลงเรือจะสว่างขึ้นพร้อมกับไฟเพื่อส่องให้เห็นถึงเส้นทางและขอบตลิ่งของแม่น้ำ

หลังจากการแสดงดอกไม้ไฟแบบดั้งเดิมที่มีการสัมผัสกลิ่นอายที่มีเสน่ห์ของท้องถิ่น – การสาธิตการปรบมือเป็นจังหวะที่ไม่ซ้ำแบบโอซาก้า ประเพณีนี้เป็นวัฒนธรรมสมัยยุคเอโดะ ช่วงปี 1603 – 1868 ในกรุงโตเกียว ตามภาพพิมพ์ “นำชีวิตชีวาไปสู่ woodblock” ของ ukiyo-e (รูปภาพโลกลอยตัว)

งานมีขึ้น : 24 และ 25 กรกฎาคมของทุกปี

หน้าร้อนของญี่ปุ่นแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ค่อยจะมีคนอยากมาเที่ยว โดยเฉพาะคนไทย เนื่องจากอากาศที่ร้อนแบบแห้งๆ และอุณหภูมิที่สูงพอๆกับเมืองไทยนั่นเอง แต่สำหรับผู้ที่หลงไหลในศิลปะและวัฒนธรรมของชาวต่างชาติ ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุด เพราะจัดว่าเป็นฤดูแห่งขบวนแห่และกิจกรรมกลางแจ้งที่น่าสนุกสนานมากๆ และนอกจากกิจกรรมต่างๆแล้ว ค่าใช้จ่ายทั้งโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน ก็ถูกสุดๆเลยที่เดียว

รถนำเที่ยวญี่ปุ่น

21 สถานที่ชมหิ่งห้อยทั่วญี่ปุ่น ความงามของแสงจากธรรมชาติ ที่ยากจะดึงตัวเองกลับจากผะวัง

สถานที่ชมหิ่งห้อยทั่วญี่ปุ่น

การชมหิ่งห้อยเป็นกิจกรรมฤดูร้อนแบบญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมมานานหลายศตวรรษแล้ว 21 สถานที่ชมหิ่งห้อยทั่วญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นมีความชื่นชอบแมลงที่เรืองแสงตัวเล็ก ๆ เหล่านี้อยู่เป็นทุนแล้ว การมาชมหิ่งห้อยนี้ถือเป็นกิจกรรมพิเศษในวัฒนธรรมญี่ปุ่นเลยทีเดียว

หิ่งห้อยถูกนำมาใช้เป็นอุปมาอุปมัยสำหรับความรักหลงใหลในชาย (yōshū) ตาม 8 กวีนิพนธ์แห่งศตวรรษของบทกวี และยังนำมาสร้างหนังเรื่อง สุสานหิ่งห้อย” 1988 ภาพยนตร์อะนิเมะโดย Ghibli Storio กันเลยทีเดียว

เที่ยวญี่ปุ่นแบบส่วนตัวแม้กระทั่งวันนี้ความหลงไหลในไฟดวงน้อยๆนับไม่ถ้วนที่ลอยอยู่ในที่มืด ก็ยังมีอำนาจในการนำผู้มาเยือนย้อนเวลากลับไปในยุคก่อนที่จะเราผลิตไฟฟ้าและหลอดไฟไม่ได้ ความงามจากแสงไฟธรรมชาติเตือนให้เราตระนักถึงความลึกลับของธรรมชาติ ลองมาสัมผัสบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่และรังสรรโดยธรรมชาติ กับ 21 สถานที่ชมหิ่งห้อยทั่วญี่ปุ่น ที่เราแนะนำไว้ภายในบทความนี้ทั้งหมดที่มีอยู่จนถึงช่วงต้นหรือช่วงกลางเดือนกรกฎาคมของทุกปี

หิ่งห้อย (คำในภาษาญี่ปุ่น หมายถึง นักรบผู้สงบศึก)

หิ่งห้อย
firefly.org

มีหิ่งห้อยกว่า 45 ชนิดอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น แต่มีเพียง 14 ชนิดเท่านั้นที่มีให้เห็นกันบ่อยๆและจำนวนมาก ในทั้ง 14 ชนิดนี้มีสองประเภทที่พบมากที่สุดคือ Heike firefly และ Genji lightfly ซึ่ง Genji มีขนาดใหญ่และมีแสงจ้าที่สว่างกว่า Heike ที่มีขนาดเล็กกว่า

ผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นอาจจำได้ว่าชื่อของหิ่งห้อยเป็นชื่อของสองตระกูลที่สู้รบในสงคราม Genpei ในศตวรรษที่ 12 ว่ากันว่าเมื่อซามูไรตายในสนามรบวิญญาณของซามูไรที่ตายแล้วจะกลายเป็นหิ่งห้อย การตั้งชื่อของพันธ์หิ่งห้อยที่มีขนาดใหญ่และสว่างกว่าให้เป็นชื่อของตระกูล “Genji” อาจสะท้อนให้เห็นถึงชัยชนะของตระกูล Genji ที่มีต่อตระกูล Heike

แม้จะมีชื่อเหมือนสงคราม แต่พวกหิ่งห้อยของญี่ปุ่นเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในสถานที่เงียบสงบที่มีธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และน้ำสะอาด ซึ่งหมายความว่าหิ่งห้อยมีโอกาสน้อยที่จะพบได้ในสภาพแวดล้อมของเมือง ดังนั้นการเดินทางมาชมหิ่งห้อยมักจะทำให้เกิดการเยี่ยมชมแม่น้ำหรือนาข้าวในชนบทของประเทศญี่ปุ่น หรืออย่างน้อยที่สุดคือสวน และสวนในเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่มีมลภาวะและยาฆ่าแมลงน้อยจะมีแสงสว่างจ้าของหิ่งห้อยและสว่างขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีหิ่งห้อยมารวมตัวกันมากขึ้นจนแสงจ้าขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง

หิ่งห้อยออกมาตอนกลางคืนระหว่างเวลา 19: 30-21: 00 . และ 20: 00-20: 30 . ว่าเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการชมมีการกล่าวกันว่าหิ่งห้อยมีแนวโน้มที่จะปรากฏตัวในวันที่มีอากาศชื้นไม่ว่าจะเป็นสายลมที่แรงซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ฝนจะตก

เมื่อท่านมาดูหิ่งห้อยโปรดใช้ความระมัดระวังในการใช้ไฟส่องสว่าง เช่น หน้าจอสมาร์ทโฟนและแฟ๊ทของกล้อง เนื่องจากสามารถรบกวนหิ่งห้อยและทำให้พวกมันกลับเข้าไปในดินซ้อนตัวตามเดิม

21 สถานที่ชมหิ่งห้อยดังของญี่ปุ่น ต่อไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในหลายๆที่ทั่วญี่ปั่นแต่ก็พอเป็นไกด์ไลน์ในการหาชมหิ่งห้อยได้เป็นอย่างดี

  1.Hakone Hotel Kowakien, Kanagawa

ชมหิ่งห้อยที่ Kowakien, Hakone

ที่แรกที่เรายินดีนำเสนอให้ท่านได้ชื่นชมหิ่งห้อยตามลำธารเล็ก ๆ ในสวนไสตร์ญี่ปุ่นขนาด 32,000 ตารางเมตรของโรงแรม เวลาที่ดีที่สุดในการชมหิ่งห้อยอยู่ใระหว่าง 19.30 . ถึง 21.00 . คุณจะตื่นตาตื่นใจกับทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของแสงส่องสว่างของหิ่งห้อย ขณะที่คุณเดินเล่นตามเส้นทางของสวน คุณจะสามารถมองเห็นหิ่งห้อย Genji ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ขณะที่หิ่งห้อย Heiki สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ต้นถึงกลางเดือนกรกฎาคม เข้าฟรี. ข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อ Hakone Hotel Kowakien

ช่วงเวลา: กลางเดือนมิถุนายนกลางเดือนกรกฎาคม

  2.Hotel Chinzanso, Tokyo

ชมหิ่งห้อยญี่ปุ่นที่โรงแรมชิซานโข่ (Chinzanso) เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งในกรุงโตเกียวที่สามารถเห็นทัศนียภาพอันน่าหลงใหลของหิ่งห้อยที่พุ่งไปรอบ ๆ กับฉากหลังของตึกระฟ้าในเมืองใหญ่ จะสามารถชมหิ่งห้อยระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายน กิจกรรมตอนเย็นของหิ่งห้อยจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมถึง 2 กรกฎาคมเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลชมหิ่งห้อยรวมถึงบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำแพคเกจจากโรงแรมพร้อมทั้งเมนูอาหารหิ่งห้อย

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ สถานที่ชมหิ่งห้อยทั่วญี่ปุ่น ในเทศกาล Green Luxe Firefly Fantasy 2017 ของโรงแรม ซึ่งกำลังดำเนินการกิจกรรมอาหารตามฤดูกาลให้สอดคล้องกับฤดูกาลหิ่งห้อย เช่น การแต่งเติมชาที่น่ารักสำหรับต้นฤดูร้อนที่มีจำกัด จำนวน 3,000 เยนต่อวัน และหลายเมนูอาหารหิ่งห้อยที่หลายร้านอาหารนำมาเป็นตัวดึงดูดผู้มาเยือน ดูรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ของ Chinzanso คุณจะเพลิดเพลินไปกับช่วงค่ำพิเศษพร้อมกับอาหารที่มีชื่อเสียงของโรงแรมรวมถึงเนื้อย่างที่เป็นที่นิยม ขนมปังมะเขือเทศกับเป็ดย่างและสตูว์เนื้อวัวในตำนาน

แหมเห็นเมนูแล้วอยากไปจัง

ช่วงเวลากลางเดือนมิถุนายนกลางเดือนกรกฎาคม

  3.Roman-no Mori Kyowakoku, Chiba

มีโอกาสน้อยที่จะได้เห็นกับหิ่งห้อยที่อาศัยอยู่ในป่าในภูมิภาคคันโตตะวันออกของญี่ปุ่นซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว สวนโรแมนโนโมริเคียววาโกกุ (Roman-no Mori Kyowakoku) เป็นสวนที่มีพื้นที่ 40,000 ตารางเมตรเพียง 90 นาทีจากใจกลางกรุงโตเกียว มีกิจกรรมที่เหมาะกับครอบครัว เช่น การตกปลาแม่น้ำ ผลไม้ตามฤดูกาล บาบีคิว ออนเซ็น และกอล์ฟตลอดทั้งปี รวมทั้งโอกาสในการชมหิ่งห้อยในช่วงฤดูร้อนนั่นเอง

ขอบคุณสำหรับโครงการหิ่งห้อยในระยะยาวหลายหมื่นตัวของสายพันธุ์หิ่งห้อยสามารถมองเห็นหิ่งห้อยบินรอบ ๆ ในช่วงเวลาดูหิ่งห้อย ช่วงเวลาที่เหมาะสมเริ่มจาก 27 พฤษภาคม จนถึง 2 กรกฏาคม และอาจพบเห็นหิ่งห้อย Genji ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายน ขณะที่หิ่งห้อย Heiki สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม

ผู้เข้าชมเพื่อเข้าชมหิ่งห้อยสามารถเข้าสวนได้ตั้งแต่เวลา 16:00 . เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเวลา 19:30 . – 20:30 . คือเวลาที่หิ่งห้อยเริ่มเรืองแสง การเข้าสวนเพื่อดูหิ่งห้อยมีค่าใช้จ่าย 500 เยน (เด็กอายุ 5 ขึ้นไป) ในช่วงเวลาที่ชมหิ่งห้อยโรงแรมและที่พักในอุทยานมีบริการอาหารและที่พักพิเศษ

ช่วงเวลา: ปลายเดือนพฤษภาคมต้นเดือนกรกฎาคม

 4.Tsukiyono Firefly Village, Gunma

Cr. Google map

หิ่งห้อยเป็นที่ทราบกันดีว่าจะมีการรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก รอบ ๆ ลำธารที่ใสสะอาดและสถานที่แห่งนี้คือแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองมินาคามิ (Minakami) ที่อุดมไปด้วยธรรมชาตินานมาแล้ว ประมาณหนึ่งเดือนนับจากกลางเดือนมิถุนายนมีหิ่งห้อยนับพัน ๆ ตัวจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นฤดูร้อนที่หมู่บ้านซูกิยาโน่ (Tsukiyono Firefly Village) ทางฝั่งตะวันตกของสถานีโจโม่โคเอน (Jomo-kogen) การดูหิ่งห้อยฟรี และใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ช่วงเวลา 20: 00-22: 00 .

ช่วงเวลากลางเดือนมิถุนายน – กลางเดือนกรกฎาคม

 5.Kemi Firefly Village, Nagano

ชมหิ่งห้อยญี่ปุ่นที่ Kemi Firefly Village
Cr. Google Map

อีก 1 ใน สถานที่ชมหิ่งห้อยทั่วญี่ปุ่น คือที่หมู่บ้านเคมิแห่งนี้ หิ่งห้อยจะได้รับความคุ้มครองดูแลด้วยความรัก จากกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นที่คอยดูแลรักษาสายน้ำ ซึ่งเป็นที่ที่หิ่งห้อยอาศัยอยู่และแพร่พันธ์ทุกปี รวมทั้งดูแลเส้นทางที่มีประกายแวววาวสดใสโดยมีฉากหลังเป็นแสงของหิ่งห้อย คุณจะรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปยังอีกโลกหนึ่ง เทศกาลฮานามิหิ่งห้อยประจำปีเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียง เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายนจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี

ช่วงเวลา: ปลายเดือนมิถุนายนกลางเดือนกรกฎาคม

  6.Onnenai Wooden Path, Hokkaido

ชมหิ่งห้อยญี่ปุ่นที่ Onnenai Visitor Center

ช่างมีความสุขยิ่งนัก เมื่อปล่อยให้ตัวเองหลงใหลไปกับการเต้นรำอันชดช้อยของหิ่งห้อยป่านับไม่ถ้วนที่อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์แห่งเกาะฮอกไกโดแห่งนี้ Onnenai คือ 1 ใน สถานที่ชมหิ่งห้อยทั่วญี่ปุ่น ที่อยู่ท่ามกลางอุทยานแห่งชาติ ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้ว่าจะได้เห็นท้องฟ้าแห่งความมืดอันบริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบ เหมาะสำหรับการมองเห็นแสงเรืองรองตามธรรมชาติของหิ่งห้อยที่ดีที่สุด

จุดชมวิวหิ่งห้อยอยู่ห่างจาก Onnenai Visitor Center ประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งศูนย์นี้ดำเนินโครงการด้านการศึกษาและการอนุรักษ์พันธ์พืช พันธ์สัตว์ต่างๆมากมาย เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 9:00 . – 17:00 . (ปิดทุกวันอังคาร) เวลาในการดูหิ่งห้อยคือ 20: 00-21: 00 . อย่างไรก็ตามทางเดินไม้ที่นำไปสู่จุดชมวิวหิ่งห้อยสามารถเดินได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ช่วงเวลา: กลางเดือนกรกฎาคมต้นเดือนสิงหาคม

  7.Nasu Fishland, Tochigi

ชมหิ่งห้อยญี่ปุ่นที่ Nasu Fishlandหิ่งห้อยป่าออกจากรูปแบบที่เปล่งปลั่งสวยงาม ขณะที่พวกเขา cavort เหนือลำธารที่ใสไหลผ่าน Nasu Fishland, เป็น สถานที่ชมหิ่งห้อยทั่วญี่ปุ่น และเป็นรีสอร์ทที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการตกปลาแม่น้ำบาร์บีคิวและน้ำพุร้อนอาบน้ำ เพียงสองถึงสามชั่วโมงในการเดินทางทางมาเมืองตอนเหนือของกรุงโตเกียว

แตกต่างจากสถานที่อื่น ๆ อีกมากมาย Nasu Fishland จะไม่มีการจัดงานชมหิ่งห้อยอย่างเป็นธุรกิจเมากมาย เพื่อให้คุณสามารถมั่นใจได้ว่าหิ่งห้อยที่คุณเห็นเป็นหิ่งห้อยป่าและเกิดขึ้นตามธรรมชาติ 100% ออกจากโลกของแสงไฟฟ้าสมัยใหม่ชั่วคราวและปล่อยให้ตัวเองได้รับการต้อนรับด้วยแสงที่นุ่มนวลของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่น่าอัศจรรย์เหล่านี้ขณะที่รอบข้างมีแต่ความมืดมิด

นาสุฟิสแลนด์ (Nasu Fishland) เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 17:00 . ถึง 20:30 . (รายการสุดท้าย 19:25 .) ในช่วงฤดูกาลชมหิ่งห้อยซึ่งในปีนี้คือวันที่ 12-31 กรกฎาคม การดูหิ่งห้อยเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 19:45 . ถึง 20:30 . ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพในระหว่างการดูเนื่องจากอาจทำให้กระบวนการธรรมชาติของหิ่งห้อยป่าเสียหายได้ มีค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเพื่อเข้าดูหิ่งห้อย

สำหรับผู้ที่ต้องการทำกิจกรรมทั้งวัน จะมีการจัดเตาย่างบาร์บีคิวและน้ำพุร้อนออนเซน แน่นอนรวมทั้งท่านที่อยากมากตกปลาด้วย ซึ่งมีค่าชมหิ่งห้อยอยู่ในราคา 3,500 เยนสำหรับผู้ใหญ่ 2,500 เยน สำหรับ เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาและ 1,500 เยน สำหรับทารก (จำเป็นต้องจอง)

Period: กลางเดือนกรกฎาคม – ปลายๆเดือนกรกฎาคม

8.Seichi Park, Yomiuriland, Tokyo

ชมหิ่งห้อยญี่ปุ่นที่
Cr. Timeout.com

Yomiuriland เป็น สถานที่ชมหิ่งห้อยทั่วญี่ปุ่น และเป็นสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียวเพียง 25 นาทีโดยรถไฟจากใจกลางกรุงโตเกียว ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวกว่า 43 แห่ง สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ Bandit รถครูฝึกและรถไฟเหาะตีลังกา ความเร็วสูงถึง 110 กม. / ชม. ผ่านป่าไม้ล้อเลื่อนและกระโดดบันจี้จั๊มที่มีการจูงใจสำหรับเด็กด้วยที่นั่งที่เหมาะสำหรับเด็ก และรถไฟเหาะตีลังกาในร่มที่มีธีมแนวแฟชั่น

“Firefly Nebuta Evening” จัดขึ้นที่สวนสาธารณะ Seichi Park ภายในสวนสนุกหลังจากสวนสาธารณะหลักปิดทำการ ตั้งแต่เวลา 19.30 . – 21.00 . ในช่วงสุดสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม หากต้องการชมหิ่งห้อยอย่าลืมซื้อตั๋วเข้าชมหิ่งห้อยด้วยราคา 300 เยน เพิ่มเติมจากบัตรเข้าชมสวนสนุกหลักด้วย

Period:  ต้นมิถุนายนต้นเดือนกรกฎาคม

  9.Oshima-ku Nigami Firefly Festival, Niigata

ชมหิ่งห้อยญี่ปุ่นที่ Oshima-ku Nigami Firefly Festival
Cr. Joetsukankonavi.jp

ถนนยาว 7 กม. ที่วิ่งตามแม่น้ำฮากุระ (Hokura) เป็นที่ตั้งของ สถานที่ชมหิ่งห้อยทั่วญี่ปุ่น อีกแห่ง ซึ่งมีหิ่งห้อยจำนวนมากจนได้รับการเรียกขานว่าถนนสายหิ่งห้อยในช่วงต้นฤดูร้อนกลุ่มหิ่งห้อยป่าที่เติบโตขึ้นในอาณานิคมบนลำธารที่ใสสะอาดสามารถมองเห็นได้กระพริบแสงไฟกันระยิบระยับ เรืองรองสะท้อนอยู่ในพื้นผิวของทุ่งนาที่มีน้ำท่วมขัง ช่างเป็นภาพที่สวยงามยิ่งนัก

ในช่วงฤดูการดูหิ่งห้อยสามารถพบเจอหิ่งห้อยได้ตลอดเส้นทางนี้ “Nigami Firefly Festival” จัดขึ้นที่เมืองนิกามิ (Nigami) ในบริเวณใกล้เคียงตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนถึงวันที่ 8 กรกฎาคมเวลา 20.00 . – 21.00 . เส้นทางจะหนาแน่นมาก (รถติด) ในวันเสาร์ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ใช้รถบัสสาธารณะหรือไปเที่ยวในวันธรรมดาหากสามารถทำได้

เมื่อคุณเข้าชมโปรดจอดรถของคุณและใช้แพลตฟอร์ม ที่เรียกว่า “Firefly Viewing Platform” ที่ใกล้เคียงเนื่องจากไฟหน้ารถ ไฟเลี้ยว หรือไฟอื่นๆ อาจเป็นอันตรายต่อหิ่งห้อยที่มักสนใจในแสงจ้าของไฟหน้ารถ ซึ่งอาจมาตอมไฟจนไม่สามารถหาทางกลับไปที่ รูในทุ่งนาได้

Period: กลางเดือนมิถุนายนกลางเดือนกรกฎาคม

  10.Fukkoshi area, Yokohama-machi, Aomori

ชมหิ่งห้อยญี่ปุ่นที่
Cr. seejapan.co.uk

หิ่งห้อยพันธุ์ Genji ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเมืองโยโกฮาม่า ซึ่งเป็นสถานที่ชมหิ่งห้อยทั่วญี่ปุ่น ที่มีชื่อเสียงและเป็นสมบัติของธรรมชาติที่กำหนดไว้เฉพาะในจังหวัดอาโอโมริเท่านั้น หิ่งห้อยเปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 20.00 . ทุกคืนในช่วงฤดูชมหิ่งห้อย พื้นที่ชมหิ่งห้อยตั้งอยู่ด้านหลังของศูนย์ไคเซนฟุกโกชิ (Fukkoshi Seikatsu Kaizen Center)

ในเทศกาล “Firefly & Spring Water Festival” ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมจะมีกิจกรรมสนุก ๆ มากมายสำหรับทุกคนในครอบครัวรวมถึงการตอบคำถาม พิธีชงชาญี่ปุ่น การจับฉลากกับรางวัลกาแฟที่ชงจากน้ำพุร้อน แผงขายของเล็ก ๆ ที่ไหลลื่น ก๋วยเตี๋ยวราง (nagashi somen) และสุดท้ายแน่นอนการดูหิ่งห้อย

Nagashi somen เป็นวิธีที่ทำให้รู้สึกสดชื่นในการกินก๋วยเตี๋ยวเส้นบาง ๆ ในช่วงฤดูร้อน ก๋วยเตี๋ยวจะเสริฟพร้อมกับไดเนอร์สด้วยการเลื่อนแผ่นไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งเย็น นักชิมจับก๋วยเตี๋ยวแช่เย็นด้วยตะเกียบ ขณะที่เส้นไหลลื่นลงไปในน้ำและแช่ตัวในซอสมิโซะก่อนรับประทานอาหาร น่ากินม๊วกๆ ขอบอก

Period: ปลายเดือนมิถุนายนกลางเดือนกรกฎาคม

รถนำเที่ยวญี่ปุ่นPart 2 – Coming Soon.

เทศกาลทานาบาตะ คนโสดจะเจอเนื้อคู่ ก็งานนี้แหละ

เทศกาลทานาบาตะ

เทศกาลทานาบาตะ (Tanabata) มาจากตำนานโรแมนติกเกี่ยวกับสองดาวคนรักที่สามารถพบกันได้ปีละครั้ง เทศกาลจะจัดขึ้นทั่วประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 7 กรกฎาคมหรือประมาณ 7 สิงหาคมนี้เด็ก ๆ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันพิเศษนี้จะเป็นสัญญาณว่าฤดูร้อนกำลังมาถึงอย่างแท้จริง

เทศกาลนี้เป็นหนึ่งในห้าเทศกาลที่มักจะส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนฤดูกาลในประเทศญี่ปุ่น ในสมัยก่อนจัดขึ้นในวันที่ 7 ของเดือน 7 ของปีจันทรคติ แต่ปัจจุบันนี้วันที่จัดงานอย่างเป็นทางการแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคโดยมีพิธีเฉลิมฉลองครั้งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 กรกฎาคม

เที่ยวญี่ปุ่นแบบส่วนตัวหรือที่เรียกขานว่าเทศกาลสตาร์ทานาบาตะมีต้นกำเนิดในเทศกาลจีนและเกี่ยวข้องกับตำนานโรแมนติกระหว่างสองคู่รักที่หลงใหลในตัวอักษรอย่างแท้จริงคือเจ้าหญิงโอริฮิเมะ (Orihime) กับ ฮิโกโบชิ (Hikoboshi) เปรียบกับดวงดาวเวก้า (Vega) และดาวออแทร์ (Altair) ซึ่งต้องแยกจากกันโดยกาแลคซีทางช้างเผือก โดยจะสามารถมาพบกันในวันที่ 7 เดือน 7 ซึ่งเป็นปีละครั้ง

ในประเทศญี่ปุ่นทานาบาตะมีการเฉลิมฉลองด้วยการเขียนข้อความแสดงความปรารถนาลงบนกระดาษและแขวนไว้พร้อมกับการตกแต่งที่มีสีสันบนก้านและใบของไม้ไผ่ นอกจากนี้ในแต่ละภูมิภาคยังมีทามาบาตะที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค การเขียนบอกว่าความปรารถนาของคุณจะเป็นจริง ถ้าคุณเขียนลงบนแถบกระดาษเรียกว่าทานซากุ (tanzaku) แล้วแขวนไว้บนกิ่งไม้ไผ่ตามที่ทุกคนทำ แต่จะมีความน่ารักสำหรับโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถมและศูนย์เด็กเล็ก เด็ก ๆ จะเฉลิมฉลอง เทศกาลทานาบาตะ (Tanabata) ด้วยการแขวนทานซากุ (Tanzaku) ด้วยความปรารถนาของพวกเขาเช่นฉันต้องการเป็นนักฟุตบอลที่ดีหรือฉันต้องการผ่านการสอบของฉันและร้องเพลงประจำเทศกาล

8 สถานที่ที่เป็นที่นิยมของ เทศกาลทานาบาตะ ซึ่งจัดขึ้นในวันและเวลาที่ต่างกันตามแต่ละพื้นที่ มีที่ไหนบ้าง ไปดู

1.Shitamachi Tanabata Festival, Asakusa ~ Ueno – Tokyo

Shitamachi Tanabata Festival
Cr.kantod.com

ถนนแคปปาบาชิ (Kappabashi) ที่มีชื่อเสียง ความยาว 1.2 กม. มีการตกแต่งให้เหมือนทางช้างเผือกเต็มไปด้วยการตกแต่งทานาบาตะขนาดใหญ่และขนาดเล็ก มีประกายไฟด้วยโคมไฟกระดาษ ร้านค้าหัตถกรรมแบบดั้งเดิมเรียงรายอยู่ตามถนนพร้อมกับแผงลอยที่ผู้ชมเทศกาลเลื้อยไปมา ขณะที่ดูขบวนพาเหรดและการแสดงบนถนน เทศกาลทานาบาตะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีในชุมชนแห่งนี้

ช่วงเวลาที่จัดงาน : 6-11 กรกฎาคม

2.Shonan Hiratsuka Tanabata Festival, Hiratsuka – Kanagawa

Shonan Hiratsuka Tanabata Festival
Cr. ikidane-nippon.com

รูปแบบของงาน เทศกาลทานาบาตะ ของฮิราสุกะ (Hiratsuka) ซึ่งปัจจุบันฉลองครบรอบ 68 ปีการตกแต่งทานาบาตะอย่างอลังกาล ดึงดูดผู้ชมให้เพลิดเพลินไปกับการตกแต่งที่มีความหลากหลายและขนาดใหญ่ที่มีความสูงกว่า 10 เมตร ไฮไลท์ของการตกแต่งทานาบาตะคือแต่งเป็นรูปสัตว์และตัวอักษร ผู้ชมงานเทศกาลจะสึกดีแม้ว่าทานาบานะจะแออัดกันขนาดไหนก็ตาม และหัวใจสำคัญของงานคือ กิจกรรมต่างๆและขบวนพาเหรดที่จัดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการรอคอยอย่างมุ่งมั่น

ช่วงเวลาที่จัดงาน : 8-10 กรกฎาคม

3.Ogawamachi Tanabata Festival, Saitama

Ogawamachi Tanabata Festival
Cr. Youtube.com

เทศกาล Ogawamachi Tanabata มีความเหนียวแน่นเป็นเวลากว่า 70 ปี นับตั้งแต่ปีพ. . 2560 จุดเด่นของเดนิสอิต คือการตกแต่งทานาบาตะที่มีสีสันด้วยกระดาษญี่ปุ่นที่ผลิตโดยช่างฝีมือท้องถิ่น ความหลากหลายของกิจกรรม เช่น การเต้นจะกระจายออกไปในช่วง 2 วันที่น่าตื่นเต้นโดยในวันแรกจะมีการแสดงพลุดอกไม้ไฟที่มีชีวิตชีวา และที่เหลือก็ฉลองกันทั้งวัน

ช่วงเวลาที่จัดงาน : 23-24 กรกฎาคม

4.Ichinomiya Tanabata Festival, Aichi

Ichinomiya Tanabata Festival
Cr. Taiken.co

ปีนี้เป็นปีที่ 63 ของเทศกาล Ichinomiya Tanabata ซึ่งดึงดูดผู้เข้าชมประมาณ 1.3 ล้านคนต่อปี อุตสาหกรรมสิ่งทอที่เป็นหัวใจของสถานที่นี้ได้รับการกล่าวขานว่ามีความเจริญรุ่งเรืองเนื่องจากได้รับการคุ้มครองจากพระเจ้าของสิ่งทอ ซึ่งอาจมีความเกี่ยวพันกับการทอผ้าของเจ้าหญิงโอริฮิเมะ (Orihime) ด้วยเหตุนี้ในช่วง 4 วันในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมเมืองทั้งเมืองจึงได้เฉลิมฉลองใน เทศกาลทานาบานะ ในฐานะเทศกาลความประทับใจในสิ่งทอเรียกว่า 2 เทศกาลรวมกัน งานใหญ่แห่งปีเลยนะเนี้ยะ

ช่วงเวลาที่จัดงาน : 28-31 กรกฎาคม

5.Anjo Tanabata Festival, Aichi

Anjo Tanabata Festival
Cr. japan-highlightstravel.com

งานเทศกาล Anjo Tanabata Festival ผู้เข้าชมกว่า 1 ล้านคนภายใน 3 วัน ถนนที่ตกแต่งด้วยไม้ไผ่ที่สร้างขึ้นโดยชาวท้องถิ่นจะทำให้ตาพร่าซักนิด ธีมสำหรับกิจกรรมในแต่ละปีจะต่างกันไป โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนั่นเอง

ช่วงเวลาที่จัดงาน : 5-7 สิงหาคม

6.Asagaya Tanabata Festival, Suganami – Tokyo

Asagaya Tanabata Festival
Cr. Japanistry.com

เทศกาลนี้มีผู้คนจำนวนมากเข้าชมทุกปี ในย่านช้อปปิ้ง เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า เทศกาลทานาบาตะ หมายเลข 1 ในโตเกียว ซึ่งไม่เพียง แต่เครื่องประดับของทานาบาตะจะสร้างความประทับใจให้กับชาวบ้านที่ทำด้วยกระดาษแข็งเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ต้องดู พลาดไม่ได้ ซึ่งน่าสนใจในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่น่าอัศจรรย์นั่นเอง

ช่วงเวลาที่จัดงาน : 5-9 สิงหาคม

7.Sayama Irumagawa Tanabata Fesitval, Saitama

Sayama Irumagawa Tanabata Fesitval
Cr. pregamestraining.tokyo2020.jp

ถือเป็นเทศกาลฤดูร้อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองซายามะ และเป็นเทศกาลที่สำคัญอันดับ 3 ในภูมิภาคตะวันออกของญี่ปุ่น ร้านค้าในท้องถิ่นและผู้คนท้องถิ่นนำเสนอการตกแต่งที่มีสีสันของทานาบาตะและการแสดงดอกไม้ไฟ Noryo เป็นจุดเด่นที่น่าจดจำสำหรับการจัดงาน ดอกไม้ไฟขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นในท้องฟ้ายามค่ำคืน ผสมผสานกับการตกแต่งทานาบาตะฉูดฉาดเพื่อสร้างผลงานในคืนฤดูร้อนที่สวยงาม

ช่วงเวลาที่จัดงาน : 6-7 สิงหาคม

8.Sendai Tanabata Festival, Miyagi

Sendai Tanabata Festivalนับเป็นหนึ่งใน 3 เทศกาลทานาบาตะ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเทศกาลนี้มีผู้เข้าชมกว่า 2 ล้านคนในแต่ละปี ในช่วงเทศกาลเมืองทั้งเมืองเริ่มต้นด้วยศูนย์กลางของเซนไดและแหล่งช้อปปิ้งโดยรอบดู เหมือนจะสวมใส่กระดาษสีสวย ๆตั้งแต่หัวจรดเท้า และตกแต่งด้วยไม้ไผ่ทานาบาตะ แน่นอน เป็นเทศกาลแห่งปีอีกเช่นกัน สำหรับเทศกาลแห่งเมืองเซนได

ช่วงเวลาที่จัดงาน : 6-8 สิงหาคม

รถนำเที่ยวญี่ปุ่นฤดูร้อนของญี่ปุ่นก็เป็นอะไรที่จัดได้ว่ามีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย แน่นอนว่าคุณสามารถเลือกที่จะไปทำกิจกรรมอะไรได้หลากหลาย วันนี้ญี่ปุ่นพร้อมเปิดรับคนภายนอกมากขึ้น ทำให้เราสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกันได้มากขึ้น การมาเที่ยวช่วงเทศกาลนี่แนะนำว่าไม่ควรพลาด ถ้าอยากทราบถึงธรรมเนียมของชนชาติลูกพระอาทิตย์แห่งนี้

4 เส้นทางปีนภูเขาไฟฟูจิ วิวดี ชีวิตนี้ต้องไปให้ได้ซักครั้ง

เส้นทางปีนภูเขาไฟฟูจิ

4 เส้นทางปีนภูเขาไฟฟูจิ ที่มีดีต่างกัน ภูเขาไฟฟูจิ สูง 3776 เมตรจากระดับน้ำทะเล ฟูจิคือ ภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศญี่ปุ่น และจัดเป็นสัญญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นที่จะสร้างความประทับใจต่อผู้มาเยือน และสร้างความทรงจำต่อนักท่องเที่ยวและนักปีนเขาไม่รู้ลืมตลอดชีวิตเลยทีเดียว ภูเขาแห่งนี้จะน่าสนใจยิ่งกว่าหากได้สัมผัสแบบใกล้ๆยิ่งขึ้นขึ้น มุมมองในวันที่อากาศแจ่มใสและประสบการณ์การปีนเขาในช่วงเช้าตรู่ ท่ามกลางผู้ร่วมเดินทางไกลหลายพันคน ที่มีใจรักการปีนเขาอย่างจริงจังจากทั่วโลก ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากที่ได้มาใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนเพื่อมาสัมผัสสัญญลักษณ์ของญี่ปุ่นอย่างเข้าถึงแบบสุดๆ

4 เส้นทางปีนภูเขาไฟฟูจิ เปิดให้ปีนภูเขาเมื่อไหร่ มีเส้นทางไหนบ้าง และเราควรเตรียมตัวอย่างไร ก่อนไปชมวิวสวยๆของฟูจิ ยามเช้ามืดที่สวยงาม

ยอดภูเขาไฟฟูจิ

เปิดปีนเมื่อไหร่?

จากเว็บไซด์อย่างเป็นทางการ เปิดให้ปีนในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายนเป็นฤดูปีนเขาอย่างเป็นทางการ เมื่อมีการเปิดเส้นทางเดินรถและภูเขา ในช่วงเวลานี้ภูเขามักจะไม่มีหิมะสภาพอากาศค่อนข้างดี การเข้าถึงโดยการขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องง่ายและกระท่อมบนภูเขาก็เปิดให้ใช้งาน รวมทั้งห้องน้ำระหว่างทางด้วย ทุกคนที่ไม่มีประสบการณ์เดินป่ามากแนะนำให้ไปปีนในช่วงฤดูปีนเขาอย่างเป็นทางการ ซึ่งวันที่ที่ระบุขึ้นอยู่กับปีและเส้นทาง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการกำหนดดังนี้

เที่ยวญี่ปุ่นแบบส่วนตัวเส้นทางโยชิดะ (Yoshida) : 1 กรกฎาคม – 10 กันยายน

เส้นทางซูบาชิริ (Subashiri), โกเทมบะ (Gotemba) และฟูจิโนมิยะ (Fujinomiya): 10 กรกฎาคม – 10 กันยายน

ช่วงปิดฤดูกาล

สถานีชั้น 5 ของส้นทางปีนเขาฟูจิ

บางกระท่อมบนภูเขาเปิดสองสามวันก่อนเริ่มปีนเขาอย่างเป็นทางการและยังคงเปิดให้บริการไปจนถึงประมาณกลางเดือนกันยายน การขนส่งสาธารณะอาจจะน้อยกว่าหรือไม่มีเลยในช่วงนอกฤดูปีนเขาอย่างเป็นทางการ

โดยปกติจะยังไม่มีหิมะบนภูเขาฟูจิ ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม อุณหภูมิที่ยอดเขาจะลดลงต่ำกว่าศูนย์ในช่วงต้นหน้าหนาว เฉพาะนักปีนเขาที่มีประสบการณ์เท่านั้นที่จะสามารถปีนได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนหรือกันยายน หากมีหิมะบนภูเขาต้องมีอุปกรณ์ปีนเขาที่เหมาะสมและมีประสบการณ์พอสมควร และที่สำคัญคือจะไม่มีทีมช่วยเหลือนอกเทศกาล

ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงประมาณกลางเดือนมิถุนายนการปีนขึ้นไปบนยอดเขามีความเสี่ยงสูงมากเนื่องจากมีลมและสภาพอากาศที่รุนแรงหิมะและน้ำแข็ง รวมทั้งมีโอกาสที่จะเกิดหิมะถล่มได้

เส้นทาง

เส้นทางปีนภูเขาไฟฟูจิ แบ่งออกเป็นสิบสถานี โดยสถานีแรกอยู่ที่เชิงเขาและสถานีที่สิบเป็นยอดเขา โดยปกติของมือสมัครเล่นหรือผู้ที่เพิ่งเริ่มปีนเขา จะมาเริ่มที่ชั้น 5 ซึ่งสามารถนำรถขึ้นมาจอดได้ ซึ่งมีสี่สถานีจาก 5 เส้นทาง ที่อยู่โดยรอบยอดเขาในด้านต่างๆของภูเขา

4 เส้นทางปีนเขาฟูจิ

เส้นทางโยชิดะ (Yoshida, Yamanashi)

ขึ้น: 5-7 ชั่วโมง ลง: 3-5 ชั่วโมง

นี่เป็นฐานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการปีนขึ้นไปบนยอดเขาจากสถานีชั้นที่ 5 ที่มีแหล่งเข้าถึงได้ง่ายที่สุดจากฝั่งโตเกียว กระท่อมบนภูเขาหลายแห่งเรียงรายอยู่รอบ ๆ สถานีที่ 7 และ 8 และมีเส้นทางแยกสำหรับขึ้นและลง พระอาทิตย์จะขึ้นที่ด้านข้างของภูเขา

เส้นทางซูบาชิริ (Subashiri, Shizuoka)

ขึ้น: 5-8 ชั่วโมง ลง: 3-5 ชั่วโมง

สถานีที่ 5 ของ เส้นทางปีนภูเขาไฟฟูจิ ตั้งอยู่เพียง 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลและเป็นฐานของเส้นทางซูบาชิริ (Subashiri) จะตรงกับสถานีที่ 8 ของเส้นทางโยชิดะ (Yoshida Trail)

เส้นทางโกเทมบะ (Gotemba, Shizuoka)

ขึ้น: 7-10 ชั่วโมง ลง: 3-6 ชั่วโมง

นี่คือสถานีที่ต่ำสุดของชั้น 5 จากทุก เส้นทางปีนภูเขาไฟฟูจิ การขึ้นไปยังยอดเขาจะนานกว่าจากสถานีอื่น ๆ เส้นทางนี้มุ่งสู่ยอดเขา และจะมีกระท่อมประมาณ 3-4 แห่งบริเวณ สถานีที่ 7 และ 8 เพราะใช้เวลาเดินทางมาก อาจต้องพักและลงในตอนเช้าของอีกวัน

เส้นทางฟูจิโนมิยะ (Fujinomiya, Shizuoka)

ขึ้น: 4-7 ชั่วโมง ลง: 2-4 ชั่วโมง

สถานีฟูจิโนมิยะชั้น 5 นี้เป็นสถานีที่ใกล้ที่สุด ของฐานที่อยู่ทางใต้ของเส้นทางฟูจิโนมิยะ (Fujinomiya Trail) สามารถเดินทางไปได้จากสถานีต่างๆ ตามแนวรถไฟความเร็วสูง (Tokaido Shinkansen) และมีกระท่อมบนภูเขามากมายประมาณครึ่งโหลในเส้นทางนี้

สิ่งที่ต้องเตรียมไป

•   รองเท้าปีนเขา

•   กระเป๋าเป้

•   หมวกกันแดด

•   เสื้อคลุม

•   กางเกงขายา

•   เสื้อกันฝน

•   กางเกงลองจอน

•   ไฟฉายคาดศีรษะ

•   ถุงมือหนา

•   ไม้ค้ำสำหรับเดินเขา

•   น้ำดื่ม

•   แผนที่

•   ถุงใส่ขยะขนาดเล็ก

•   ผ้าเช็ดหน้า

•   อาหารว่าง, ขนม

•   กระดาษชำระ

•   ไฟฉาย

•   อุปกรณ์ให้ความอบอุ่น

•   ครีมกันแดด

•   แว่นกันแดด

•   พาสเตอร์ยา

•   สเปรย์ฆ่าเชื้อ

•   กระบอกแก๊สออกซิเจน

•   เสื้อสำรอง

•   สำเนาบัตรสุขภาพ

•   ที่หุ้มข้อเท้า

•   เทปผ้ายาว 1เมตร

•   ที่อุดหู 

•   และสิ่งจำเป็นส่วนตัว

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • ส่วนมากผู้คนต้องการชมพระอาทิตย์ที่ชาวญี่ปุ่นโดย พระอาทิตย์จะขึ้นเวลา 4:30 ถึง 5:30 .
  • ใช้เงินระหว่างการพิชิตยอดภูเขาไฟประมาณ 10,000 – 15,000 เยนเป็นค่าอาหาร,ค่าน้ำ,ค่าห้องน้ำ,ค่าที่พัก และอื่นๆ
  • มีเพื่อนไปด้วยดีกว่าไปคนเดียว
  • รักษามารยาทในคนหมู่มาก
  • ใช้บริการที่พักระหว่างทางขึ้น เพื่อพักร่างกาย
  • แสงยูวีแรงกว่าชายทะเล
  • ทางเดินขึ้นเขาเต็มไปด้วยหินและก้อนกรวดมากมายอาจทำให้ลื่นไถลได้ง่าย
  • ยอดภูเขาไฟฟูจิ มีไปรษณีย์ สามารถส่ง โปสการ์ดที่มีตราประทับว่า “จุดสูงสุดของภูเขาไฟฟูจิ” กลับไปที่บ้านได้ด้วย
  • แนะนำให้คุณไปรับใบรับรอง “ผู้พิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิ” จาก  Yamanashi Prefecture Tourist Association กรุณาติดต่อล่วงหน้า
  • สิ่งที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษในเส้นทางขาลงก็คือ “ลงน้ำหนักที่ส้นเท้าและตระคิว

บ้านพัก

Cr.Kisya Ito

เนื่องจากบนภูเขาไฟฟูจินั้นไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวนำเต็นท์ขึ้นไปกาง ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงจำเป็นต้องพักตามบ้านพักสำหรับนักปีนเขาที่เปิดให้บริการตามเส้นทางเท่านั้น

  • บ้านพักบนเขาเปิดบริการช่วงที่เปิดให้ปีนเขาเท่านั้น (..-..)
  • บางบ้านพักไม่เปิดตลอด 24 ชม. จึงไม่รับนักปีนเขาที่มาถึงตอนกลางดึก ดังนั้นนักปีนเขาต้องตรวจเช็คเวลาก่อนทำการจอง
  • ไม่รับบัตรเครดิต ต้องจ่ายด้วยเงินสดเท่านั้น
  • สามารถจองได้ที่บ้านพักโดยตรงหรือจองที่บริษัทผู้ให้บริการได้

รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่    
http://www.fujisan-climb.jp/en/useful/mountain_huts_and_toilets.html

รถนำเที่ยวญี่ปุ่น

10 คำภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ ที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้ เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น รู้ไว้ซักนิดไม่อดตาย แน่นวล!

10 คำภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ

หากคุณไม่ว่างหรือคุณไม่ค่อยมีเวลาศึกษาภาษาในทุกครั้งที่เดินทางไปประเทศใหม่ๆ คำภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ แค่ 10 คำนี้ก็สามารถเอาชีวิตรอดในแดนปลาดิบได้ละครับ 

ในกรณีของประเทศญี่ปุ่นสิ่งสำคัญคือต้องเรียนรู้ (และใช้) อย่างน้อยสองสามคำ เหตุผลเพราะคนญี่ปุ่นไม่ค่อยสบายใจกับการใช้ภาษาอังกฤษ การใช้ภาษาญี่ปุ่นไม่กี่คำทำให้คุณและคู่สนทนาญี่ปุ่นของคุณสบายใจมากขึ้น เมื่อพวกเขาสบายใจภาษาอังกฤษจะเริ่มบินออกมาจากปากเองแหละ และคุณก็จะสื่อสารกันได้โดยฉับพลัน จากการใช้ภาษาญี่ปุ่นเพียงไม่กี่คำนี้เท่านั้น

ป้ายบอกทางญี่ปุ่น

ต่อไปนี้เป็น 10 คำภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์อย่างมากในญี่ปุ่น

1. ซูมิมาเซน (sumimasen)

หากมีคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นอเนกประสงค์จำนวนหนึ่งที่ทำให้คุณได้รับไมล์สะสมเป็นจำนวนมาก คงนี้ไม่พ้นคำนี้ ซูมิมาเซน (Sumimasen) สามารถใช้กับคำอื่นได้หรือจะใช้เฉพาะคำว่าซูมิมาเซนก็มีความหมาย ซึ่งวัตถุประสงค์ที่ใช้ดังนี้

1.ขอโทษนะ

2.ใช้เรียกพนักงานในร้านอาหารหรือร้านค้า

3.คำนำที่จะถามใครสักคน เหมือนคำในภาษาอังกฤษว่า ”Padon me” (ให้อภัยฉันหรือขอประทานโทษ)

4.พูดขอบคุณเมื่อคุณทำอะไรผิดพลาด แล้วมีคนมาช่วยแก้ปัญหาให้คุณ

2. โดโกะ (doko)

Doko หมายถึง ที่ไหน เมื่อคุณต้องเดินทางคาถาที่ต้องท่องติดตัวประจำอย่างมาก กรณีที่คุณไม่แน่ใจว่าจะสถานที่ที่คุณหาข้อมูล และค้นหามาในแผนที่ใน App นำทางต่างๆ นั้นคือสถานที่เดียวกันไหม หรือตึกอยู่ตรงไหน สิ่งจำเป็นคืออาจจะต้องถามคนที่อยู่แถวนั้น ซึ่งแน่นอนว่าคำที่ใช้ประกอบในประโยคอย่างมากคือ โดโกะ นั้นเอง ตัวอย่างการใช้ดังนี้

โดโกะ (ที่ไหน?)

~ วา โดโกะ เดสุ กะ(~ ไปทางไหน?)

เอกิ วา โดโกะ เดสุ กะ (สถานีรถไฟไปทางไหน?)

ทอยเร วา โดโกะ เดสุ กะ (ห้องน้ำไปทาวไหน?)

3. เอ็น (en)

เงินในคำภาษาญี่ปุ่นที่ออกเสียงสำหรับคำว่า เยน (Yen) คือ เอ็น (en) โดยเพียงแค่เอาเสียง วาย ”y” ออก นี่คือการนับเงินตามที่มีเหรียญและธนบัตรที่มีใช้อยู่จริงของสกุลเงินของญี่ปุ่น

อิชิ เอ็น (1 เยน)

โก เอ็น (5 เยน)

จู เอ็น (10 เยน)

โก จู เอ็น (50 เยน)

แฮกกู เอ็น (100 เยน)

โก แฮกกู เอ็น (500 เยน)

เซ็น เอ็น (1,000 เยน)

โก เซ็น เอ็น (5,000 เยน)

อิชิ มาน เอ็น (10,000 เยน)

4. อี้ (ii)

ii หมายถึงดี มักใช้ในการถาม / เพื่อตรวจสอบว่าทุกอย่างดีแล้วหรือไม่

อี้ เดสุ กะ (โอเคไหม? หรือ ดีอยู่ไหม?)

อี้ เดสุ (ทุกอย่างโอเค หรือ ดีแล้ว ดีอยู่)

5. นะนี่ (nani)

นะนี่ (Nani) หมายความว่า อะไร หรือ อะไรนะ

นะนี่ (อะไร?)

นะนี่ จิ เดสุ กะ (กี่โมงแล้ว? หรือ แปลตรงตัวก็ เวลาอะไรแล้ว?)

6. ไห้ (hai)

ไห้ คำภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี ซึ่งถ้าจะแปลให้ตรงที่สุดคือฉันพอใจไม่จำเป็นต้องหมายความว่าใช่ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณถามใครบางคนว่าคุณอยากได้เบียร์อีกไหมแล้วพวกเขาตอบว่าไห้ (ฉันพอใจ)” หมายความว่า ไม่เอาแล้วนะ อย่าสั่งเบียร์ไปให้เค้าอีกหล่ะ เดี๋ยวอาจไม่ได้กลับบ้านได้

การขอโทษของคนขับรถไฟญี่ปุ่น

การเข้าใจภาษาญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่แปลความหมาย แต่ต้องดูบริบทและสถานการณ์ที่ผู้พูดใช้คำนั้นอยู่ คุณอาจได้รับการยอมรับในสายตาของคนญี่ปุ่นมากขึ้นว่า การเข้าใจภาษาของคุณนั้นมีความสุภาพและน่าพูดคุยด้วย

7. อิทสุ หรือ สึ (Itsu)

อีกคำที่เป็น คำภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ ที่มักพูดในขณะเดินทางคือคำว่า สึ (itsu) เป็นคำพูดที่หมายถึงเมื่อไหร่

สึ (เมื่อไหร่?)

บาสุ กา เดสุ กะ (เมื่อไหร่รถบัสจะมา?)

เดนฉะ กา เดสุ กะ (เมื่อไหร่รถไฟจะมา?)

8. วาการิมาเซ็น (wakarimasen)

สิ่งสำคัญคือต้องระบุว่าคุณไม่เข้าใจ ถ้าไม่แจ้งคนญี่ปุ่นเค้าก็จะเดาว่าเราเข้าใจ คราวนี้หล่ะ งานจะเข้าในเวลาต่อมา การรู้ คำภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ เพียงไม่กี่คำอาจช่วยให้คุณมีชีวิตที่ดีผิดกันเลยทีเดียว

วาการิมาเซ็น (ฉันไม่เข้าใจ)

นิฮอนโกะ วา วาการิมาเซ็น (ฉันไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น)

เที่ยวญี่ปุ่นแบบส่วนตัว9. เอโกะ (Eigo)

Eigo เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าภาษาอังกฤษ มันออกเสียงเหมือนอาหารเช้าแบบอเมริกัน Eggo

เอโกะ อี้ เดสุ กะ (ภาษาอังกฤษโอเคไหม?)

เอโกะ กา ฮานาเซมาสุ กะ (คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม?)

10. โกเมนนาไซ (Gomennasai)

โกเมนนาไซ คำภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ ที่หมายถึง ฉันขอโทษ หากคุณกังวลว่าคุณทำให้ใครไม่พอใจ การใช้คำไม้ตายนี้จะเป็นเป็นคำที่ดีที่สุด หรือเวลาคุณจะขอทางในรถไฟฟ้าที่มีคนแน่นมากๆ โกเมนนาไซ เป็นคำที่ควรจำให้ขึ้นใจ

15 เมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิส เที่ยวให้มิด พิชิตยอดเขา เข้าถึงวัฒนธรรม จดจำประทับใจ!

เมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิส

เมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิส 15 แห่งในช่วงฤดูหนาวในสวิตเซอร์แลนด์ สถานที่ที่ดีที่สุดที่จะอยู่นอกเมืองซะส่วนใหญ่ แน่นอนยังมีตลาดฤดูหนาวและลานน้ำแข็งขนาดยักษ์ แต่เพื่อสัมผัสประสบการณ์อย่างแท้จริงกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คุณจำเป็นต้องสำรวจเมืองเล็ก ๆ และสถานที่อื่นๆด้วย เช่น Grindelwald, Zermatt, Engelberg และ Andermatt เป็นจุดหมายในฤดูหนาวที่ยอดเยี่ยมที่จะช่วยให้คุณใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น

ดูคำแนะนำของเราแล้วเลือกไปยังเมืองที่เหมาะกับการเดินทางของคุณที่สุดในทริปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ของคุณในครั้งนี้ และการเลือกจุดหมายปลายทางเป็นการท่องเทือกเขาแอลป์ก็สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆคน

เที่ยวยุโรปแบบส่วนตัวเทือกเขาแอลป์มีภูมิอากาศที่เป็นเอกลักษณ์และความงดงามของวิวทิวทัศน์ ซึ่งแตกต่างจากที่ใดๆในโลก อย่างไรก็ตามในขณะที่กำลังชื่นชมความสวยงามของเมืองอัลไพน์บางแห่ง ซึ่งมีหลายทีเลยทีเดียว ดังนั้นรายชื่อของ เมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิส ทั้ง 15 เมืองคงพอเป็นไกด์ต่อทุกท่านได้

15 เมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิส มีดังนี้

อินเทอร์ลาเคน (Interlaken)

INTERLAKEN - Sicht von derInterlaken ตั้งอยู่ในภูมิภาค Bernese Oberland ของเทือกเขา Swiss Alps เมืองนี้จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับศิลปินในช่วงศตวรรษที่ 19 และเป็นสถานที่ฉากหลังในแนวของ Franz Niklaus König และศิลปินชาวสวิสอื่นๆ

ในปัจจุบันนี้มีนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็คและนักเดินทางหลาย ๆ คนเดินทางมาท่องเที่ยวและเลือกทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การกระโดดร่มและร่มร่อนถลาลม เป็นต้น และเมืองนี้ยังมีโรงแรมอีกหลายแห่ง เช่น โรงแรมรอยัลเซนต์จอร์จอดีตอาราม โรงแรมวิคตอเรียจุงเฟรา ซึ่งทั้งสองแห่งได้รับการจดทะเบียนว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของสวิตที่มีความสำคัญระดับชาติ ใครชอบแนวมรดกโลกไม่ควรพลาด

ลูเซิร์น (Lucerne)

ชาวลูเซิร์นส่วนใหญ่พูดภาษาเยอรมันและตั้งอยู่บนชายฝั่งของทะเลสาบลูเซิร์นในภาคกลางของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีทัศนียภาพที่งดงามของ Mount Pilatus และ Rigi จึงไม่แปลกใจเลยว่าสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเป็นเวลาหลายปี เมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิส แห่งนี้ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Reuss และมีสะพานที่เก่าแก่จำนวนมาก สะพานหนึ่งจุดคือสะพานชาร์ปเฟล (Chapel) ซึ่งสร้างขึ้นจากไม้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 14 และมีการกล่าวถึงว่าเป็นสะพานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป สะพานนี้ตกแต่งภายในด้วยภาพวาดสมัยศตวรรษที่ 17 ที่วาดภาพเหตุการณ์ต่างๆจากประวัติศาสตร์ของเมือง นอกจากนี้ลูเซิร์นยังเป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลศิลปะและดนตรีประจำปีเป็นจำนวนมาก

มงโทรซ์ (Montreux)

MontreuxMontreux มีทัศนียภาพที่งดงามของทะเลสาบเจนีวาและมีชื่อเสียงในเทศกาลดนตรีแจ๊ส และเมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิส แห่งนี้เป็นเจ้าภาพอีกหลายเทศกาลดนตรี เช่นกันยายนดนตรี (September Music) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2489 เฟรดดี้เมอร์คิวรีอาศัยอยู่ในมองโทรซ์ (Montreux) ขณะที่นักร้องชาเนียทเวนและมีรูปปั้นของพระราชินีด่านหน้าในเมือง Deep Purple ได้บันทึกอัลบั้ม Machine Head ซึ่งมีชื่อว่า ‘Smoke on the Water’ ในเมืองมงโทรซ์ (Montreux) แห่งนี้นี่เอง มีรายงานว่าแทร็คนี้เกิดขึ้นตอนมีการเผาคาสิโนของเมืองโดยแฟนของแฟรงก์แชปปา

เซอร์แมท (Zermatt)

นักสำรวจชาวอังกฤษ Edward Whymper ได้นำความสนใจมาสู่ เมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิส แห่งนี้เมื่อเขาพิชิตยอดเขา Matterhorn แล้ว ซึ่งเป็นยอดเขาแห่งนี้สูงสุดของสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19

Zermatt ให้ทิวทัศน์อันยอดเยี่ยมของเทือกเขาแอลป์และแม่น้ำ Matter Vispa ที่ไหลผ่านมันจะเพิ่มเสน่ห์ให้กับเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มากมายนัก มีรถเคเบิลและเก้าอี้ยกสำหรับนักเล่นสกีและสำหรับผู้ที่มีแนวทางสำหรับความสูง Gornergrat Bahn – รถไฟที่เปิดโล่งสูงสุดในยุโรปวิ่งไปที่ยอด Gornergrat เกือบทุกคัน ในเมืองมีไฟฟ้าใช้ ไม่ต้องใช้ตะเกียงทำให้ Zermatt เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาก แหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางวัฒนธรรมอื่น ๆ ได้แก่ petroglyphs และหินบด ก่อนประวัติศาสตร์ที่Hubelwäng

เซนต์มอริตซ์ (St. Moritz)

เมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิสเซนต์มอริตซ์ตั้งอยู่ในหุบเขา Engadine ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิส แห่งนี้นอกจากจะสวยงามแล้วยังเป็นเมืองกีฬาที่น่าทึ่งอีกแห่งหนึ่งซึ่งทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาตระหง่านของยุโรป

เมืองนี้ตั้งชื่อตามชื่อ St. Maurice นักบุญคริสเตียนยุคแรกจากอียิปต์ที่กล่าวกันว่าได้รับความทุกข์ทรมานในเมือง โอลิมปิกฤดูหนาวถูกจัดขึ้นถึงสองครั้งในเซนต์มอริตซ์แห่งนี้  เป็นครั้งแรกในปี 1928 และอีกครั้งในปีพ. . 2491 ซึ่งมีการจัดกิจกรรมกีฬามากมาย เช่น การแล่นเรือใบและการแข่งวินเซิร์ฟ เมืองนี้ยังมีหนึ่งในบ่อธรรมชาติที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่วิ่งได้ยาวนานถึง 1,722 เมตรและทำจากหิมะและน้ำเป็นหลัก

เซนต์มอริตซ์ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในรีสอร์ทสกีที่มีราคาแพงที่สุดในโลกและดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบเครื่องบินเจ็ตทั่วโลก เปิดสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งแรกในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 19 เมืองนี้เป็นเมืองแรกในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่มีไฟฟ้า และยังเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกอล์ฟครั้งแรก ความงามที่น่าตื่นตาตื่นใจของเขามักเป็นจุดเด่นในภาพยนตร์เช่น ฉากเปิดตัวของภาพยนตร์เรื่อง The Man Who Knew Too (1956) ของ Alfred Hitchcock ถ้าสนใจอาจลองไปหาดูแล้วตามรอยฉากนี้ดูก็ได้

ซุก (Zug)

Zug, Switzerlandเมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิส แห่งนี้มีคนไม่มากที่จะไม่ชอบซุก (Zug) ซึ่งเมืองมีขนาดเล็กเงียบและสงบ มีทะเลสาบที่สวยงามสองแห่งอยู่ใกล้ ๆ และสามารถเดินทางไปยังเทือกเขากลางของสวิตเซอร์แลนด์ได้โดยง่าย แต่สิ่งที่ดีที่สุดของซุก (Zug) คือพระอาทิตย์ตกดินเมื่อดวงอาทิตย์ตกสู่ Zugersee คุณจะได้เห็นการผสมผสานของสีสันบนน้ำกับแสงอาทิตย์ เป็นภาพที่ยากจะหาใครเหมือนในสวิตเซอร์แลนด์

ไอน์สิเดน (Einsiedeln)

Einsiedelnหมู่บ้านไอน์สิเดน (Einsiedeln) มีชื่อเสียงในด้านวัดอารามอันงดงามของเมือง ซึ่งสร้างเพื่ออุทิศให้กับพระแม่มารีย์ (Virgin Mary) เป็นเวลาหลายศตวรรษนับเป็นสถานที่สำคัญสำหรับผู้แสวงบุญจากทั่วยุโรป เมื่อวันคริสต์มาสมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้จะเป็นที่ตั้งของตลาดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับการผจญภัยมีสัญญาณสำหรับเส้นทางเดินป่าทั่วทั้งภูมิภาคเพื่อให้คุณสามารถออกสำรวจหุบเขาและชนบทโดยรอบได้ เรียกว่าครบรสในที่เดียวเลยหล่ะ

เทือกเขาพิลาทัส (Mount Pilatus)

การต่อสู้กับทางรถไฟที่ชันและกระเพาะอาหารปั่นเวลาปั่นจักรยานขึ้น Pilatus และจะคุ้มค่ามากๆ เมื่อคุณมาถึงจุดสิ้นสุดของการเดินทาง เมื่อคุณออกไปและหายเหนื่อยจากการเดินทางแล้ว ภูเขาเป็นจะเป็นเป้าหมายในการสำรวจ การเดินเล่นตามเส้นทางดอกไม้ (Flower Trail) ซึ่งคุณจะเห็นดอกไม้ป่าหลายร้อยชนิดบางชนิดหาดูยากในสวิตเซอร์แลนด์

เอนเกลเบิร์ก (Engelberg)

เมืองน่าเที่ยวหน้าหนาวในสวิส อีกแห่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการพักผ่อนในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ทางตอนใต้ของเมืองลูเซิร์นเมืองสวยแห่งนี้ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวหลักของ เอนเกลเบิร์ก (Engelberg) เป็นสกีรีสอร์ทชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงฤดูหนาวและเป็นฤดูร้อนที่หิมะตกได้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการผจญภัยในการเดินป่า ใกล้เคียงกับยอดเขา Titlis และ Hahnen มีหอคอยที่ตั้งอยู่รอบ ๆ เมือง เช่น หอคอยทหารยาม เป็นต้น

บรูนเนน (Brunnen)

Brunnen ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบลูเซิร์นเป็นจุดที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนในช่วงฤดูร้อน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมารีสอร์ทที่สวยงามแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจากศิลปินนักเขียน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากน้ำทะเลอันเงียบสงบและทัศนียภาพอันน่าทึ่งของเทือกเขาเชลเลสสเตนน์ (Schillerstein) ในระยะไกล ในช่วงฤดูร้อนคุณสามารถหลบหนีความร้อนโดยการพาไปที่ทะเลสาบบนเรือหรือไปอาจไปแช่น้ำเลยก็ยังได้

เทือกเขาริกิ (Mount Rigi)

Mt. Rigiเรียกได้ว่าเป็น “ราชินีแห่งเทือกเขา” Mount Rigi เป็นสถานที่สำหรับการชมทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาแอลป์ (Alps) ของสวิต หลังจากขึ้นไปบนยอดเขาผ่านทางรถไฟใต้ดินสองแห่ง (รวมถึงรถไฟแห่งแรกของยุโรป) และรถเคเบิลคาร์ คุณจะเห็นทิวทัศน์ที่ชัดเจนของยอดภูเขาและทะเลสาบที่ระยิบระยับไปทั่วฝรั่งเศสและเยอรมนี

ชวีซ (Schwyz)

เมืองและตำบลของชวีซเป็นที่ซึ่งประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์กำลังจะเกิดขึ้นและยังมีชื่อเสียงในด้านเชอร์รี่ พิพิธภัณฑ์สวิตเซอร์แลนด์ของเมืองมีกฎบัตรของสหพันธ์ ซึ่งเดิมถือเป็นช่วงเวลาแห่งการก่อตั้งในประวัติศาสตร์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฤดูใบไม้ผลิอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมเนื่องจากต้นเชอร์รี่จำนวนมากกำลังออกดอกรอบ ๆ เมืองทำให้ได้วิวที่สวยงามยิ่งนัก ไม่มีสถานที่ที่ดีกว่าที่จะลองเดินทางไปที่ชวีช และเมืองแห่งนี้ยังมีบรี่นดีที่มีชื่อเสียงของภูมิภาคนี้ คือเคิร์ท (kirsch) ซึ่งหมักจากน้ำเชอรี่ที่มีอยู่มากมายในพื้นที่นั่นเอง

แอนเดอร์แมท (Andermatt)

AndermattAndermatt เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในใจกลางหุบเขาเออเซิร์น (Ursern) ที่เป็นแก่นสารของสวิตเซอร์แลนด์ ถนนแคบ ๆ เต็มไปด้วยอาคารสไตล์ชาเล่ต์ (อาคารแยกเป็นกระท่อมเล็กๆ) คนส่วนใหญ่มาที่แอนเดอร์แมท (Andermatt) เพื่อเล่นสกีหรือเดินป่าเพื่อใช้ประโยชน์จากตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการเดินป่าของเทือกเขาแอลป์ ซึ่งหมายถึงทัศนียภาพอันงดงามและระยะทางสั้น ๆ ใกล้ ๆ กับตัวเมือง นอกจากนี้ยังมีสะพานที่เชื่อมจากป่าสู่เมือง ซึ่งมันคือ “สะพานปีศาจ” ที่มีชื่อเสียง โดยตามตำนานท้องถิ่นเล่าว่าสะพานถูกสร้างขึ้นโดยพญามารนั่นเอง

กรินเดลวัลด์ (Grindelwald)

Grindelwaldหมู่บ้าน Grindelwald เป็นประตูสู่การสำรวจ Bernese Oberland ภูเขาทางเหนือของเทือกเขาไอเกิล (Eiger) เป็นจุดเด่นของเมืองทางตอนเหนือของประเทศและเป็นการเพิ่มสัมผัสอันงดงามให้กับประสบการณ์การเข้าพักที่รีสอร์ทที่สวยงามอีกด้วย

เมื่อใดก็ตามที่คุณไปเยี่ยมชม Grindelwald รักษาเสน่ห์ที่ไร้ขีด จำกัด นี้ด้วยปริมาณกิจกรรมที่คุณจะได้รับซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยให้คุณได้เห็นธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ที่ตั้งอยู่ที่ทางเข้าของเมืองนั่นเอง

เทือกเขาทิทลิส (Mount Titlis)

มองออกไปจาก Walk Titlis Cliff Walk ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นที่ที่สวยงามและน่ากลัวไปในตัว ด้วยความสูงเหนือระดับน้ำทะเลสูงกว่า 3,000 เมตร คุณสามารถเดินเล่นบนสะพานแขวนที่สูงที่สุดในโลกได้ ถ้าหากเส้นประสาทของคุณยังสามารถรับได้ ด้วยมุมมองทั้งด้านนอกและด้านล่างไม่สามารถเดินผ่านไปได้ง่ายๆเลย เนื่องจากคุณจะได้ชื่นชมกับแผ่นดินหิมะและน้ำแข็งที่แท้จริงบนยอดเขาเรียบตลาดแนวทอดยาวของสะพานนั่นเอง

และเช่นเคยบทความนี้เป็นการแนะนำจากเราแค่นั้น ไม่ได้มีผลโวตท์หรือสถิติใดๆ มาเป็นข้อมูลว่ามีความนิยมมากน้อยเพียงใด ถ้าผู้อ่านสนใจในเมืองแต่ละเมืองสามารถหาเว็บไซด์อย่างเป็นทางการของแต่เมืองดูได้เพื่อเป็นข้อมูลที่ช่วยให้การเลือกสถานที่เที่ยวเป็นไปอย่างตรงใจและตอบโจทย์การเดินทางของคณะคุณได้

รถนำเที่ยวยุโรปทางทีมงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะได้รับข้อมูลที่เหมาะกับท่านและคณะของท่าน สุดท้ายนี้ถ้าเห็นว่าบทความนี้ดีและเป็นประโยชน์ก็รบกวนช่วนแชร์ไปยังคนที่คุณรู้จักและเพื่อนของท่านเพื่อเป็นกำลังใจที่ดีกับทีมงาน และทีมงานขอขอบคุณท่านที่สนใจในบริการของเรามา ณ ที่นี้ด้วย

สนใจให้เราวางแผนโปรแกรมพิเศษเฉพาะกลุ่มคุณ คลิ๊กที่นี่

เที่ยวเทศกาลบอลลูนหน้าหนาว ที่ Switzerland’s International Balloon Festival ใครอยากได้ภาพและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ จัดไปเลยจ้า!!

เที่ยวเทศกาลบอลลูนหน้าหนาว

เที่ยวเทศกาลบอลลูนหน้าหนาว ที่งานบอลลูนนานาชาติ ซึ่งมีมากว่า 40 ปีแล้ว งานจัดขึ้นที่ชาร์โตว์เดโอเอ็ก (Château-d’Oex) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในงานก็จะเห็นบอลลูนที่ได้รับการออกแบบเพื่อการแข่งขันหลายร้อยลูก ทั้งรูปแบบและสีสรรต่างๆ การออกแบบบอลลูนจะเน้นใช้งานได้จริงเท่าที่จะเป็นไปได้ ในงานมีอะไรบ้าง ลองอ่านดูว่าจะตอบโจทย์การท่องเที่ยวของคุณหรือไม่ ไปกันเลย

งานมหกรรมบอลลูนนี้จะยอดเยี่ยมแค่ไหนคุณคาดหวังอะไรมีกิจกรรมอะไรที่ควรทำการเดินทางแบบไหน

คุณควรคาดหวังอะไร ในการมา เที่ยวเทศกาลบอลลูนหน้าหนาว

บอลลูน พาราไกด์ และอื่นๆ

ในช่วงเทศกาลคุณจะเห็นลูกโป่งลอยตัวลอยผ่านท้องฟ้ามากมาย แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่คุณจะได้สัมผัส แต่ทางทีมงานของเทศกาลได้เตรียมการบินในหลายรูปแบบ เช่น aerobatic และ paragliders ช่วงแรกๆการลองบินด้วย paraglider จะทำให้คุณวิงเวียนอยู่บ้าง ก็เป็นประสบการณ์ที่น่าลองไม่น้อย วันที่ 31 มกราคมจะจัดให้เป็นวันสำหรับเด็ก โดยให้เด็กมาใช้บริการได้

การขึ้นบอลลูน

ขึ้นไปบนฟ้าเหนือชาร์โตว์เดโอเอ็ก (Château-d’Oex) คุณจะเห็นวิวที่น่าประหลาดใจของภูเขารอบ ๆ ตัวคุณ อีกเรื่องที่ควรทำคือ การจ่ายเงินและจองใช้บริการล่วงหน้า

ทัวร์ยุโรปแบบส่วนตัวราคา: CHF 390 สำหรับผู้ใหญ่และ CHF 195 สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

การขึ้นบอลลูนในยามค่ำคืน

Night Glowการจัดงานคืองาน Night Glow บอลลูนบางส่วนได้เตรียมพร้อมให้บริการ บอลลูนที่สวยที่สุดและมีลักษณะแปลก ๆ สว่างไสวขึ้นในยามค่ำคืน เสียงเพลง และการจุดดอกไม้ไฟก็ทำให้ได้ภาพที่ยอดเยี่ยม เหมือนธารน้ำไหลดอกไม้ไฟหยดย้อยและสวยงาม

กิจกรรมที่ต้องทำเมื่อมาในงานเทศกาล

ชมพิพิธภัณฑ์บอลลูน

พิพิธภัณฑ์บอลลูนสิ่งที่ไม่ควรพลาดคือการมาเยือนพิพิธภัณฑ์ชาร์โตว์เดโอเอ็กบอลลูน (Château-d’Oex Balloon) เพื่อเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของบอลลูนในเมืองบอลลูนของโลกแห่งนี้ คุณจะค้นพบเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจเหล่านี้และนำไปใช้กับการผจญภัยในการลองขึ้นบอลลูนที่ยิ่งใหญ่ของเมืองได้ เช่น การเดินทางรอบโลกของ Bertrand Piccard และ Brian Jones ‘จากทั่วโลก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

Espace Ballon, Chemin des Ballons 2, 1660 Château-d’Oex, +41 78 723 78 33

เลอชาเล่ต์

ชมการทำเนยแข็งโบราณ

การค้นพบศิลปะการทำเนยแข็งเพื่อทานในหน้าหนาวที่มีความหนาวเย็น และเมื่อได้ทานเนยแข็งแล้วคุณจะหายหนาวเป็นปลิดทิ้งในทันทีที่เลอชาเล่ต์ (Le Chalet) ทุกๆวันชีสเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นประมาณ 20 กิโลกรัมและหลังจากเรียนรู้เกี่ยวกับงานศิลปะที่เก่าแก่นี้แล้วคุณสามารถทดลองใช้ห้องอาหารออการ์นิค (Le Chalet Organic) ในโรงแรมได้

Route de la Gare 2. 1660 Château-d’Oex, +41 26 924 66 77

สกีหรือสโนว์บอร์ด

ที่ลาดเขาไม่ไกลมากนักจากเมืองชาร์โตว์เดโอเอ็ก (Château-d’Oex) มีลานหรือทางลาดกว่า 20 กม. ซึ่งลานนี้เข้าถึงได้ง่ายจากใจกลางเมือง เพื่อให้คุณสามารถเปลี่ยนบรรยากาศจากงานแสดงบอลลูนในยามว่างและฝึกทักษะการเล่นสกีของคุณอีกด้วย

วิธีเดินทาง

เที่ยวเทศกาลบอลลูนหน้าหนาว ที่เมืองชาร์โตว์เดโอเอ็กบอลลูน (Château-d’Oex) สามารถเดินทางโดยรถไฟได้อย่างง่ายดาย จากเจนีวาใช้เวลาเดินทางสองสามชั่วโมงหรือคุณสามารถนั่งรถไฟสาย GoldenPass อันงดงามจากมอนโทย์ (Montreux) แต่หากคุณเดินทางจากซูริคคุณสามารถเดินทางไปยังชาร์โตว์เดโอเอ็ก (Château-d’Oex) ได้ภายในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงผ่านทางเบิร์น (Berno) หรือใครสนใจใช้บริการรถนำเที่ยวยุโรปก็ลองหาข้อมูลกันได้

รถนำเที่ยวยุโรป